ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Epigenetic Clock หรือ "อายุชีวภาพ" ระดับ DNA ที่กำลังฮิตในไทย วิทยาศาสตร์หรือแค่การตลาด?

เจาะลึก Epigenetic Clock: "อายุชีวภาพ" ระดับ DNA ที่กำลังฮิตในไทย... วิทยาศาสตร์หรือแค่การตลาด?

ช่วงนี้หลายคนอาจจะเริ่มเห็นโฆษณาแพ็กเกจตรวจสุขภาพแนวใหม่จากศูนย์ดูแลสุขภาพชั้นนำในไทยที่ชูจุดขายเรื่องของการตรวจ "อายุชีวภาพ" (Biological Age) หรือที่ในวงการแพทย์เรียกว่า Epigenetic Clock โดยการตรวจนี้เคลมว่าสามารถบอกได้ว่า ร่างกายของเรา "แก่" กว่าหรืออ่อนกว่าอายุจริงในบัตรประชาชน ฟังดูเหมือนเทคโนโลยีในหนังไซไฟใช่ไหมครับ แต่วันนี้มันกลายมาเป็นบริการที่จับต้องได้แล้ว คำถามคือ ในมุมมองของวิทยาศาสตร์ เรื่องนี้เชื่อถือได้แค่ไหน? และคุ้มค่าที่จะจ่ายเงินหลักหมื่นเพื่อตรวจหรือไม่?

Epigenetic Clock คืออะไร?

ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกระหว่างรหัสพันธุกรรม (DNA) กับ กลไกเหนือพันธุกรรม (Epigenetics)

โดยสมมติเพื่อให้เข้าใจง่ายนะครับ ลองจินตนาการว่า DNA ของเราคือ "ฮาร์ดแวร์" หรือคอมพิวเตอร์ ที่เราได้มาตั้งแต่เกิด ซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ ส่วน Epigenetics คือ "ซอฟต์แวร์" ที่คอยสั่งการว่ายีนตัวไหนควรเปิด (ทำงาน) หรือปิด (หยุดพัก) (**เปลี่ยนไม่ได้นอกจากจะมีตัวมากระตุ้นนะครับ)

หนึ่งในกลไก Epigenetics ที่สำคัญที่สุดเรียกว่า DNA Methylation เปรียบเสมือนการเอา "สติกเกอร์" (หมู่เมทิล) ไปแปะทับสวิตช์ของยีน เมื่อเราอายุมากขึ้น ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ความเครียด อาหาร และมลภาวะ จะทำให้รูปแบบการแปะสติกเกอร์นี้เปลี่ยนไป

นักวิทยาศาสตร์พบว่า รูปแบบการเปลี่ยนแปลงของ DNA Methylation นี้ สามารถนำมาคำนวณและทำนาย "ความเสื่อม" ของเซลล์ได้แม่นยำมาก จึงเป็นที่มาของการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Epigenetic Clock (นาฬิกาเหนือพันธุกรรม) เพื่อใช้วัดอายุชีวภาพที่แท้จริงของเซลล์ในร่างกายนั่นเอง

วิทยาศาสตร์สนับสนุนเรื่องนี้แค่ไหน?

หากถามว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับไหม? คำตอบคือ "มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่ศึกษาในเรื่องนี้ครับ" ในปัจจุบัน Epigenetic Clock (เช่น นาฬิกาชีวภาพตามสัมการของ Horvath ที่คิดค้นโดย Dr. Steve Horvath) ได้รับการยอมรับในวงการวิจัยว่าเป็นตัวชี้วัดความชราทางชีวภาพ (Biomarker of Aging) ที่แม่นยำ

  • ทำนายความเสี่ยงโรค: งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า คนที่มี "อายุชีวภาพ" สูงกว่า "อายุตามปฏิทิน" (Age Acceleration) จะมีความเสี่ยงสูงกว่าในการเกิดโรคเสื่อมตามวัย เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือมะเร็ง

แต่ข้อควรระวังที่คลินิกอาจไม่ได้บอกคุณทั้งหมด

แม้จะมีงานวิจัยสนับสนุน แต่วงการวิทยาศาสตร์ยังคงถกเถียงกันในเรื่องของ "การแม่นยำ การแปลผล และตัวแปรรบกวนจำนวนมาก" สมมติว่าคุณไปตรวจแล้วพบว่าแก่กว่าวัย 5 ปี คลินิกอาจเสนอโปรแกรมปรับสมดุล ให้วิตามิน หรือทรีตเมนต์ต่างๆ หากคุณทำตามแล้วกลับมาตรวจใหม่ พบว่าอายุชีวภาพลดลง ในทางทฤษฎีถือเป็นเรื่องดี แต่ในทางคลินิก เรายังไม่มีข้อมูลระยะยาวที่ฟันธงได้ 100% ว่า การทำให้ตัวเลข Epigenetic Clock ลดลง จะแปลว่าคุณจะมีอายุขัยยาวนานขึ้นจริงๆ หรือไม่ 

คุ้มไหมที่จะตรวจ?

ในประเทศไทย การตรวจระดับนี้มักจะอยู่ในคลินิกระดับพรีเมียม สนนราคาตั้งแต่หลักหมื่นต้นๆ ไปจนถึงหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับความละเอียดของเทคโนโลยีที่ใช้

ใครที่ควรตรวจ?

  1. คนที่ต้องการแรงบันดาลใจขั้นสุด: ไม่มีอะไรจะกระตุ้นให้คนหันมาออกกำลังกายและคุมอาหารได้ดีเท่ากับการเห็นตัวเลขผลตรวจเลือดที่บอกว่า "ร่างกายคุณแก่กว่าอายุจริงไป 10 ปี"

  2. Biohacker หรือผู้ที่ชอบทดลองปรับไลฟ์สไตล์: เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้ว่าโปรแกรมการกิน (เช่น IF, คีโต) หรือการออกกำลังกายที่ทำอยู่ มันเวิร์กกับระดับเซลล์ของตัวเองจริงๆ ไหม (ตรวจก่อนทำ และตรวจซ้ำหลังทำ)

  3. ผู้ที่มีงบประมาณเหลือเฟือ: เพราะนี่คือการตรวจเพื่อ Prevention (ป้องกันและดูแล) ไม่ใช่การรักษาโรค

ใครที่ยังไม่จำเป็นต้องตรวจ? หากคุณยังนอนดึกตื่นสาย กินของทอดของมัน ไม่ออกกำลังกาย และมีความเครียดสูง คุณยังไม่จำเป็นต้องเสียเงินหลักหมื่นเพื่อดูอายุชีวภาพหรอกครับ เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร นำเงินก้อนนั้นไปลงทุนกับอาหารดี ๆ ฟิตเนส และการพักผ่อนก่อน แล้วค่อยไปตรวจเมื่อคุณพร้อมจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจริง ๆ

บทสรุป

Epigenetic Clock คือ วิทยาศาสตร์ ที่ก้าวออกจากห้องทดลองมาสู่ระดับคอนซูเมอร์ เป็นเครื่องมือในการบอกว่า "อดีตและปัจจุบันคุณดูแลตัวเองดีแค่ไหน" ** แต่ยังมีข้อถกเถียงกันอย่างมาก อาจจะกล่าวได้เลยครับว่าในทางการแพทย์คลินิกยังไม่ยอมรับครับ**

แต่อย่าลืมว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีการตรวจจะล้ำหน้าแค่ไหน "ยาวิเศษ" ที่จะช่วยย้อนวัยตัวเลขเหล่านี้ได้ดีที่สุด และมีงานวิจัยรองรับมากที่สุด ก็ยังคงเป็นเรื่องเบสิกที่เราท่องกันมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือ การนอนหลับให้พอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจัดการความเครียดให้เป็นครับ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

หลอดใส่เลือดมี่กี่ชนิด (tube เลือดมี่กี่ชนิด)

        หลาย ๆ ท่านอาจสงสัยนะครับว่าเวลามีนัดต้องไปพบแพทย์ และเมื่อถึงเวลาเจาะเลือด ทำไมถึงต้องเก็บเลือดเราไปทีละหลาย ๆ หลอดและในการนัดแต่ละครั้งก็มีการเจาะเลือดไปไม่เหมือนเดิมกับครั้งก่อน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันครับว่าหลอดใส่เลือดแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร         ปัจจุบันในทางการแพทย์หลอดสำหรับเก็บตัวอย่างเลือดนั้นถูกพัฒนามาหลายรูปแบบด้วยกัน เพื่อให้มีประสิทธิภาพสำหรับตรวจทางห้องปฏิบัติการรวมถึงระยะในการเก็บรักษาตัวอย่างเลือดให้มีความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของการตรวจทางห้องปฏิบัติการครับ สำหรับในวันนี้จะพามาทำความรู้จักกับหลอดเลือดพื้นฐานที่ใช้ในการตรวจประจำของโรงพยาบาลโดยทั่วไปครับ  สิ่งที่อยู่ในหลอดเลือดแต่ละสี        สิ่งที่อยู่ข้างในหลอดเลือดสีต่าง ๆ คือ สารเคมีที่ป้องกันการแข็งตัวของเลือด (สารกันเลือดแข็ง) โดยในหลอดแต่ละสีก็จะมีสารกันเลือดแข็งคนละชนิดกันครับ ซึ่งสาเหตุที่ต้องใช้สารกันเลือดแข็งหลายชนิด ไม่สามารถใช้ชนิดเดียว หรือหลอดเดียวสำหรับารตรวจได้ทั้งหมดก็เพราะว่าส...

DNA ตอนที่ 1 : DNA คืออะไร และโครงสร้างของ DNA

สารพันธุกรรม (genetic materials) ห มายถึงสารที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งสิ่งมีชีวิตระดับโปรคาริโอต (prokaryote) และยูคาริโอต (eukaryote) โดยสารพันธุกรรมประกอบด้วย ดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid หรือ DNA) และอาร์เอ็นเอ (ribonucleic acid หรือ RNA) การเก็บรักษาข้อมูลพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการเรียงลำดับของหน่อยย่อยที่สุดของ DNA และ RNA อย่างเป็นระเบียบและมีความหมาย ซึ่งหน่อยย่อยของดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอเราเรียกว่า นิวคลีโอไทด์ (nucleotide) สิ่งมีชีวิตจะทำการแปลรหัสข้อมูลนิวคลีโอไทด์เหล่านี้ออกมาเป็นโปรตีนเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ ของเซลล์หรือร่างกายของสิ่งมีชีวิตต่อไปผ่านการทำงานร่วมกันตั้งแต่ DNA RNA ไปจนถึงขั้นตอนการสั่งเคราะห์โปรตีน อย่างไรก็ตามสิ่งมีชีวิตบางประเภทจะเก็บข้อมูลพื้นฐานของตัวเองในรูปแบบของ RNA เท่านั้น เช่นไวรัสในกลุ่มรีโทรไวรัส หรือที่เรารู้จักกันดีก็คือไวรัสโควิด ภาพที่ 1 แสดงโครงสร้างจำลองของ DNA ที่มาภาพ : http://becuo.com/red-dna-wallpaper   DNA (deoxyribonucleic acid )                  D...

โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)

โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)             โปรตีนคือสารชีวโมเลกุลขนาดใหญ่และมีโครงสร้างซับซ้อนเกิดจากหน่วยย่อยกรดอะมิโน (amino acid) จำนวนมากตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพันหน่วยมาต่อกันเกิดเป็นสายยาว (long chains) เรียกว่า polypeptide ซึ่งในสายหรือระหว่างสายของ polypeptide เองก็จะเกิดพันธะทางเคมีขึ้นได้ทำให้โปรตีนมีโครงสร้างที่แตกต่างกันออกไปและทำให้โปรตีนเองมีคุณสมบัติที่หลากหลายและโครงสร้างซับซ้อน             กรดอะมิโนเป็นหน่วยย่อย (monomer) ของโปรตีนซึ่งประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 20 ชนิด โครงสร้างของกรดอะมิโนประกอบด้วย หมู่อะมิโน (NH 3 ) หมู่คาร์บอกซิล (COO - ) และหมู่ R หรือ side chain ที่จับอยู่กับ alpha carbon โดยกรดอะมิโนแต่ละชนิดจะมีโครงสร้างเหมือนกันจะแตกต่างกันเพียงแค่หมู่ R เท่านั้น กรดอะมิโนแต่ละตัวจะมีเชื่อมต่อกันโดยพันธะเพปไทด์ (peptide bond) ระหว่างหมู่คาร์บอกซิลและหมู่อะมิโน ดังนั้นสิ่งที่กำหนดคุณสมบัติของโปรตีน หน้าที่ของโปรตีน และโครงสร้างของโปรตีนก็คื...