แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีววิทยาทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีววิทยาทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

นาฬิกาชีวภาพ (biological clock) คืออะไร

นาฬิกาชีวภาพ (Biological Clock)

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมคนเราถึงรู้สึกง่วงได้ในเวลาเดิมๆ ทุกวัน หรือทำไมร่างกายของเราถึงทำงานได้ดีที่สุดในช่วงเวลาที่แตกต่างกันครับ? คำตอบนั้นอยู่ที่ "นาฬิกาชีวภาพ" (Biological Clock) ซึ่งเป็นระบบภายในร่างกายที่ควบคุมจังหวะการทำงานต่าง ๆ ให้เป็นไปตามธรรมชาติทุกๆ วันนั้นเองครับ


นาฬิกาชีวภาพคืออะไร?

นาฬิกาชีวภาพคือระบบควบคุมภายในร่างกายที่ทำหน้าที่เหมือนนาฬิกาให้กับตัวเราครับ สิ่งนี้จะคอยกำหนดจังหวะการทำงานของร่างกายเราตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่เรียกว่า "จังหวะเซอร์คาเดียน" (Circadian Rhythm) โดยนาฬิกาชีวภาพนี้ควบคุมการทำงานต่างๆ เช่น:

การนอนหลับและการตื่น: กำหนดเวลาที่เราจะรู้สึกง่วงและตื่นตัว
การหลั่งฮอร์โมน: ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนต่างๆ เช่น เมลาโทนิน (ฮอร์โมนการนอนหลับ) และคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด)
อุณหภูมิร่างกาย: ควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา
การย่อยอาหาร: ควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร


นาฬิกาชีวภาพทำงานอย่างไร?

นาฬิกาชีวภาพหลักอยู่ในสมองส่วนที่เรียกว่า "สุปราไคแอสมาติก นิวเคลียส" (Suprachiasmatic Nucleus: SCN) ซึ่งตั้งอยู่เหนือเส้นประสาทตา SCN รับข้อมูลเกี่ยวกับแสงจากดวงตาและใช้ข้อมูลนี้ในการปรับจังหวะการทำงานของร่างกายให้สอดคล้องกับเวลาในแต่ละวัน นอกจากนี้ ยังมีนาฬิกาชีวภาพอื่นๆ กระจายอยู่ทั่วร่างกายในอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ


ความสำคัญของนาฬิกาชีวภาพต่อสุขภาพ

การรักษานาฬิกาชีวภาพให้เป็นปกติมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพโดยรวม หากนาฬิกาชีวภาพถูกรบกวน อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่างๆ เช่น:
ปัญหาการนอนหลับ: นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิท หรือตื่นเช้าเกินไป
โรคอ้วน: การรบกวนนาฬิกาชีวภาพอาจส่งผลต่อการเผาผลาญและเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน
โรคเบาหวาน: นาฬิกาชีวภาพที่ไม่ปกติอาจส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
โรคหัวใจ: การรบกวนนาฬิกาชีวภาพอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
ปัญหาสุขภาพจิต: นาฬิกาชีวภาพที่ไม่ปกติอาจเกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและอารมณ์แปรปรวน


วิธีดูแลนาฬิกาชีวภาพให้เป็นปกติ

นอนและตื่นให้เป็นเวลา: พยายามเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดียวกันทุกวัน แม้แต่วันหยุดสุดสัปดาห์
รับแสงแดดในช่วงเช้า: แสงแดดช่วยปรับนาฬิกาชีวภาพให้ตรงกับเวลาในแต่ละวัน
หลีกเลี่ยงแสงสีฟ้าก่อนนอน: แสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อาจรบกวนการนอนหลับ
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายช่วยปรับปรุงการทำงานของนาฬิกาชีวภาพ
รับประทานอาหารให้เป็นเวลา: การรับประทานอาหารในเวลาที่สม่ำเสมอช่วยรักษานาฬิกาชีวภาพให้เป็นปกติ
หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ก่อนนอน: สารเหล่านี้อาจรบกวนการนอนหลับ


สรุป
นาฬิกาชีวภาพเป็นระบบที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของเรา การดูแลนาฬิกาชีวภาพให้เป็นปกติสามารถช่วยปรับปรุงการนอนหลับ ลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ และส่งเสริมสุขภาพโดยรวม ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของคุณ เพื่อสุขภาพที่ดีและชีวิตที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น



NAD พลังแห่งการฟื้นฟูในระดับเซลล์ สู่เทรนด์ใหม่ในการดูแลสุขภาพ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทรนด์การดูแลสุขภาพเชิงลึกหรือ wellness ได้รับความนิยมอย่างมากครับ โดยเฉพาะแนวทางที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูในระดับเซลล์ และหนึ่งในสารชีวโมเลกุลที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในวงการนี้คือ NAD หรือ Nicotinamide Adenine Dinucleotide ซึ่งเป็นโคเอนไซม์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตพลังงานในเซลล์ การซ่อมแซมดีเอ็นเอ และกระบวนการชะลอวัยในเซลล์ของเราเองครับ วันนี้เราจะมาทำความรู้จัก NAD กันครับ

NAD คืออะไร?

NAD เป็นโคเอนไซม์ที่มีอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเมตาบอลิซึม โดยช่วยขนส่งอิเล็กตรอนในการสร้างพลังงานจากอาหารที่เรากิน นอกจากนี้ NAD ยังเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นโปรตีนกลุ่ม sirtuins ซึ่งมีบทบาทในการยืดอายุของเซลล์ และส่งผลต่อการชะลอความเสื่อมของร่างกาย

NAD+ กับการดูแลสุขภาพเชิงลึก

ในปัจจุบัน NAD ได้รับความสนใจในฐานะ โมเลกุลแห่งการฟื้นฟู ที่มีศักยภาพในการช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากความเครียด ภาวะอักเสบ และแม้แต่ภาวะเสื่อมของสมอง มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มระดับ NAD เช่น NAD+ IV therapy, nicotinamide riboside (NR) และ nicotinamide mononucleotide (NMN) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนไปเป็น NAD+

เทรนด์ NAD+ ในสาย wellness

  • NAD+ IV Drip: การให้น้ำเกลือผสม NAD+ ทางหลอดเลือดดำเป็นบริการที่พบได้ในคลินิก anti-aging และ wellness center หลายแห่ง โดยเชื่อว่าช่วยเพิ่มพลังงาน ลดอาการอ่อนล้า และฟื้นฟูสมอง

  • NAD Supplement: ผลิตภัณฑ์เสริม NAD รูปแบบแคปซูลหรือผง เช่น NMN และ NR ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ที่ต้องการชะลอวัยหรือเพิ่มสมรรถภาพทางสมอง

  • NAD & Brain Health: งานวิจัยเบื้องต้นชี้ว่า NAD อาจมีผลช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม เช่น Alzheimer’s และสนับสนุนกระบวนการซ่อมแซมดีเอ็นเอ

ข้อควรระวัง

แม้ว่า NAD จะดูเป็นโมเลกุลมหัศจรรย์ แต่การใช้งานควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในรูปแบบ IV therapy ซึ่งยังมีข้อถกเถียงด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในระยะยาว



สรุป
NAD+ เป็นสารที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีในหลายด้าน การเพิ่มระดับ NAD+ ในร่างกายอาจช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย เพิ่มพลังงาน ส่งเสริมการทำงานของสมอง ฟื้นฟูระบบเผาผลาญ และเสริมสร้างสุขภาพหัวใจ อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ NAD+ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์

BMI หรือ ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) คืออะไร

 ความหมายของค่า BMI

BMI หรือ ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) เป็นค่าที่ใช้วัดระดับความสมส่วนของร่างกาย โดยคำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูง เป็นตัวชี้วัดพื้นฐานที่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ใช้ในการประเมินความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด และเบาหวาน เป็นต้น


การคำนวณ BMI

สูตรการคำนวณดัชนีมวลกายคือ:

BMI=น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)ส่วนสูง (เมตร)2\text{BMI} = \frac{\text{น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)}}{\text{ส่วนสูง (เมตร)}^2}

ตัวอย่างการคำนวณ:
หากคุณมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม และสูง 1.75 เมตร

BMI=70(1.75)2=22.86\text{BMI} = \frac{70}{(1.75)^2} = 22.86

ค่า BMI ของคุณจะเท่ากับ 22.86 ซึ่งอยู่ในช่วง "น้ำหนักปกติ"


การแปลผลค่า BMI

ช่วง BMI (กก./ม²)การแปลผล
ต่ำกว่า 18.5น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
18.5 – 24.9น้ำหนักปกติ
25.0 – 29.9น้ำหนักเกิน
30.0 ขึ้นไปโรคอ้วน (Obesity)

หมายเหตุ: ค่า BMI อาจไม่ได้เหมาะสมกับทุกกลุ่มคน เช่น นักกีฬา ผู้ที่มีกล้ามเนื้อมาก หรือผู้สูงอายุ ควรใช้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่น เช่น เส้นรอบเอว และเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย


ข้อดีของการใช้ BMI

  1. ประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น: ใช้ในการประเมินความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนัก เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง
  2. ง่ายและรวดเร็ว: การคำนวณไม่ซับซ้อนและไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ
  3. มาตรฐานสากล: ใช้ได้ในทุกกลุ่มประชากรทั่วโลก

ข้อจำกัดของ BMI

  1. ไม่แยกน้ำหนักส่วนไขมันและกล้ามเนื้อ: ผู้ที่มีกล้ามเนื้อเยอะ เช่น นักกีฬา อาจมีค่า BMI สูงแต่ไม่ได้อ้วน
  2. ไม่เหมาะกับเด็กและผู้สูงอายุ: สำหรับเด็กหรือผู้สูงอายุ ควรใช้การประเมินแบบอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักตามเกณฑ์อายุ
  3. ไม่คำนึงถึงความแตกต่างของเพศและชาติพันธุ์: ผู้หญิงและผู้ชายอาจมีองค์ประกอบของร่างกายแตกต่างกัน

BMI และการดูแลสุขภาพ

  1. รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ: หาก BMI ของคุณอยู่ในช่วง 18.5–24.9 คุณควรดูแลสุขภาพเพื่อรักษาน้ำหนักในเกณฑ์นี้
  2. เพิ่มกิจกรรมทางกาย: สำหรับผู้ที่น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน การออกกำลังกายช่วยลด BMI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ปรับพฤติกรรมการกิน: ควบคุมอาหารและเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง

สรุป

BMI เป็นตัวชี้วัดที่ง่ายและมีประโยชน์ในการประเมินสุขภาพเบื้องต้น แต่ควรใช้อย่างระมัดระวังและพิจารณาร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลสุขภาพที่ครอบคลุมมากขึ้น หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ BMI หรือสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อคำแนะนำที่เหมาะสมกับตัวคุณเอง!


ที่มา

https://www.cdc.gov/bmi/about/index.html

จีโนมของคนเรา (Human genome) คืออะไร

จีโนมมนุษย์ (Human Genome) คือชุดของข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดที่ประกอบขึ้นเป็นรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงยีนและส่วนที่ไม่ใช่ยีนที่มีอยู่ในดีเอ็นเอ (DNA) ของเรา จีโนมนี้เป็นพิมพ์เขียวที่กำหนดลักษณะทางกายภาพและการทำงานของร่างกายมนุษย์ เช่น รูปร่าง สีผิว และความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ

จีโนมมนุษย์เป็นแผนที่พันธุกรรมที่บรรจุข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต พัฒนา และทำงานของร่างกายมนุษย์ โครงสร้างหลักของจีโนมมนุษย์ประกอบด้วยดีเอ็นเอ (DNA) ที่เรียงตัวเป็นเกลียวคู่ (double helix) ซึ่งประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์สี่ชนิด ได้แก่ อะดีนีน (A), ไทมีน (T), ไซโทซีน (C) และกวานีน (G) โดยจับคู่กันในลักษณะ A-T และ C-G สร้างเป็นโครงสร้างที่มั่นคงและสามารถถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรมได้อย่างแม่นยำ

โครงสร้างของจีโนมมนุษย์

จำนวนโครโมโซม: มนุษย์มีโครโมโซมทั้งหมด 46 ชิ้น หรือ 23 คู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโครโมโซมเพศที่กำหนดเพศของบุคคล

ขนาด: จีโนมมนุษย์มีขนาดประมาณ 3 พันล้านคู่เบส (base pairs) ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานที่ประกอบขึ้นเป็นดีเอ็นเอ


ความสำคัญของจีโนม

การศึกษาจีโนมมีความสำคัญอย่างมากในหลายด้าน:

การแพทย์: การวิเคราะห์จีโนมช่วยในการตรวจสอบความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น โรคมะเร็ง และโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทำให้สามารถพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับผู้ป่วยได้

การวิจัยวิวัฒนาการ: การศึกษาเกี่ยวกับจีโนมยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการและความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิด

โครงการจีโนมมนุษย์

โครงการจีโนมมนุษย์ (Human Genome Project) เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เริ่มต้นในปี 1990 โดยมีเป้าหมายในการจัดทำแผนที่จีโนมมนุษย์ ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 2003 โดยให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับตำแหน่งของยีนและลำดับเบสในจีโนม

การศึกษาจีโนมจึงมีบทบาทสำคัญต่อความเข้าใจด้านพันธุศาสตร์และการพัฒนาทางการแพทย์ในอนาคต


#จีโนม #พันธุกรรม #ดีเอ็นเอ #DNA #มนุษย์

โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)

โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)

            โปรตีนคือสารชีวโมเลกุลขนาดใหญ่และมีโครงสร้างซับซ้อนเกิดจากหน่วยย่อยกรดอะมิโน(amino acid) จำนวนมากตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพันหน่วยมาต่อกันเกิดเป็นสายยาว(long chains) เรียกว่า polypeptide ซึ่งในสายหรือระหว่างสายของ polypeptide เองก็จะเกิดพันธะทางเคมีขึ้นได้ทำให้โปรตีนมีโครงสร้างที่แตกต่างกันออกไปและทำให้โปรตีนเองมีคุณสมบัติที่หลากหลายและโครงสร้างซับซ้อน
            กรดอะมิโนเป็นหน่วยย่อย(monomer) ของโปรตีนซึ่งประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 20 ชนิด โครงสร้างของกรดอะมิโนประกอบด้วย หมู่อะมิโน(NH3) หมู่คาร์บอกซิล(COO-) และหมู่ R หรือ side chain ที่จับอยู่กับ alpha carbon โดยกรดอะมิโนแต่ละชนิดจะมีโครงสร้างเหมือนกันจะแตกต่างกันเพียงแค่หมู่ R เท่านั้น กรดอะมิโนแต่ละตัวจะมีเชื่อมต่อกันโดยพันธะเพปไทด์(peptide bond) ระหว่างหมู่คาร์บอกซิลและหมู่อะมิโน ดังนั้นสิ่งที่กำหนดคุณสมบัติของโปรตีน หน้าที่ของโปรตีน และโครงสร้างของโปรตีนก็คือ ชนิดของกรดอะมิโนในสายโปรตีน หรือหมู่ R ที่ตัวกำหนดชนิดของกรดอะมิโน และความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสายโปนตีนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนเพียงตัวเดียวจะส่งผลกับหน้าที่และโครงสร้างของโปรตีนอย่างมาก

http://www.proprofs.com/flashcards/story.php?title=biological-molecules-aqa-proteins

            โครงสร้างของโปรตีนจะมีทั้งหมด 4 ระดับ เมื่อเกิดสังเคราะห์โปรตีนโดยการต่อกันของกรดอะมิโนเป็น polypeptide สายยาวเกิดขึ้นโครงสร้างนี้เรียกว่า primary structure ต่อมา polypeptide จะเกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้อยู่ในรูปที่เสถียรมากกว่า primary structure กลายเป็นโครงสร้าง secondary structure แบบแผ่น หรือ beta-pleated sheets และแบบเกลียว(alpha-helices) ความแตกต่างของกรดอะมิโนภายในโครงสร้างจะเป็นตัวกำหนดว่าจะเกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเป็นแบบไหนโดยจะมีกรดอะมิโนตัวที่เป็น signature ว่าตรงส่วนนั้นจะเป็น beta-pleated sheets หรือ alpha-helices เช่น methionine, alanine , leucine uncharged glutamate และ lysine (MALEK) เป็น signature ที่จะทำให้เกิด helix forming ในขณะที่ proline และ glycine  จะเกิดได้ยากกว่า


            Tertiary structure เกิดจาก interaction ระหว่างกรดอะมิโนในโครงสร้างของ primary หรือ secondary เกิดโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่ามาก และเกิดเป็นโครงสร้างสามมิติของโปรตีน โดย interaction ที่เกิดขึ้นอาจเกิดขึ้นจากทั้งจากแรงที่อ่อนที่สุดอย่าง H bond หรือ Van der Waals หรือพันธะที่แข็งแรงอย่าง ionic bond และ disulfide bond ที่เกิดจาก thiol group ระหว่าง cysteine ด้วยกันเองเป็นพันธะที่แข็งแรงมากทำให้โครงสร้างสามมิติของโปรตีนมีความเสถียร์และแข็งแรงมากๆด้วยเช่นกัน  นอกจากนี้โปรตีนบางชนิดเป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างซับซ้อนโดยเกิดจากโปรตีน(protein subunit) หลายๆตัวมารวมกันโดยเกิดเพียง weak interaction ระหว่าง subunit ตัวอย่างเช่น hemoglobin เราเรียกว่าโครงสร้างแบบนี้ว่าเป็น quaternary structure





โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)#โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)#โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)#โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)#โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)#โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)

DNA ตอนที่ 2 : DNA ทำงานอย่างไร

ภาพจาก : http://science.howstuffworks.com/life/cellular-microscopic/dna4.htm

Chromosome , gene , DNA คืออะไร
        คำเหล่านี้เราคงคุ้นหูมานานแล้ว แต่เราแยกออกหรือไม่ว่าจริงๆแล้ว chromosome , gene และ DNA นั้นมันคือส่วนไหน?  ในความเป็นจริงแล้วทั้งสามสิ่งนี้มันก็คือสิ่งเดียวกันนั่นแหละครับ เพียงแต่เรามักจะพูดในมุมมองคนละมุมมองเวลาทำความเข้าใจแค่นั้นเอง โดย DNA จะประกอบด้วย nucleotide จำนวนมากมาต่อกันเป็นสายยาวๆ ยาวมากๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็จะขดๆรวมกันแน่นๆกับ protein ที่ชื่อว่า histone กลายเป็น Chromosome ทีนี้เนี่องจาก DNA หากนั้นเป็นคู่เบสแล้วมันมีจำนวนมากถึง 3 พันล้านคู่เบสเลยทีเดียว มันเลยแยกเก็บครับ เป็น Chromosome ทั้งหมด 46 แท่ง 

         แล้ว gene อยู่ส่วนไหนของทั้งสองสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น?  gene ก็คือลำดับเบสจำนวนหนึ่งครับ เช่น gene A มี 3,000 คู่เบส อยู่บน chromosome คู่ที่ 3 เป็นต้น   จากคำอธิบายข้างต้นคงพอเข้าใจนะครับว่าทั้งสามสิ่งนี้มันคือสิ่งเดียวกับ ต่อมาเราก็มาดูว่ามันทำหน้าที่กันอย่างไรครับ

DNA ทำงานอย่างไร : How DNA works?
              DNA เป็นสารพันธุกรรมที่เก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเราไว้ในรูปแบบของรหัส(genetic codes) หรือที่เรารู้จักกันคือ gene นั่นเองครับ โดยรหัสเหล่านี้เป็นรหัสสำหรับกรดอะมิโน(amino acid)แต่ละตัว ที่จะถูกนำมาต่อกันและกลายเป็นโปรตีน(protein) ซึ่งโปรตีนเหล่านี้มีหลายชนิดมากมายและทำหน้าที่ได้หลากหลาย และจากการทำหน้าที่ของโปรตีนเหล่านี้เองที่กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิต หน้าที่ของโปรตีนมีดังนี้
  • Enzymes ทำหน้าที่ต่างๆมากมายภายในเซลล์ รวมถึงใน ขบวนการเพิ่มจำนวนของ DNA เอง 
  • Structural proteins เป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างต่างๆของร่างกาย (collagen และ keratin) 
  • Transport proteins เช่น oxygen-carrying hemoglobin ในเม็ดเลือดแดง 
  • Contraction proteins ในกล้ามเนื้อ actin และ myosin
  • Hormones เป็นสารที่ไปควบคุมการทำงานของเซลล์อื่นๆ เช่น insulin, estrogen, testosterone, cortisol 
  • Protective proteins เช่น antibodies ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
                จาก function การทำงานของโปรตีน เหล่านี้เองที่ก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิต เพราะโปรตีบควบคุมทั้ง การเพิ่มจำนวนของ DNA การแบ่งเซลล์ และการพัฒนาการของเซลล์ รวมถึงโครงสร้างและรูปร่างของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ และ ยังทำให้แต่ละคนหรือแต่ละสิ่งมีชีวิตมีความแตกต่างกัน  แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม


Genetic Codes 
             genetic code  คือ ลำดับเบส(พวก A,T,C,G,U) บน  polynucleotide ดังเช่นในรูปภาพข้างล่างครับ โดย สามลำดับเบส(codon) จะหมายถึงกรดอะมิโนหนึ่งชนิด กรดอะมิโนแต่ละชนิดก็จะถูกนำมาต่อกันตามลำดับเบสบน DNA ช่วงนั้น(gene)  เรื่อง codon กับ กรดอะมิโน จะกล่าวถึงละเอียดอีกทีภายหลังครับ

ภาพจาก : http://science.howstuffworks.com/life/cellular-microscopic/dna4.htm

จาก DNA สู่ Protein
            ใน DNA จะมีรหัสสำหรับใช้ในการสร้างโปรตีนอยู่ดังที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งก่อนที่จะมีการสร้างโปรตีนนั้นจะต้องมีขบวนการถอดรหัสเหล่านั้นออกมาจาก DNA ก่อนเพราะเซลล์จะไม่ใช้รหัสจาก DNA โดยตรงเป็นแม่แบบสำหรับการสร้างโปรตีน เราเรียกขบวนการถอดรหัสนั้นว่า Transcription ได้ออกมาเป็น mRNA แม่แบบสำหรับการนำไปสร้างเป็นโปรตีน ซึ่งจะถูกส่งออกมาที่ cytoplasm โดยการทำงานร่วมกันของ tRNA และ Ribosome ในการนำกรดอะมิโนมาต่อกันตามลำดับเบสที่ถอดออกมาจาก DNA เราเรียกขบวนการนี้ว่า Translation สุดท้ายได้ออกมาเป็นโปรตีนในที่สุด ซึ่งโปรตีนเหล่านั้นจะต้องไปผ่านขบวนการทางเคมีอีกมากมายเพื่อที่จะเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่ได้อย่างจำเพาะ ดังเช่นในรูปข้างล่างครับ สรุปแล้ว จาก DNA สู่ protein เราเรียกรวมว่า Central dogma ครับ

#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#

ออทิสติค (autism) คืออะไร : Autism Spectrum Disorder (ASD)

d ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ที่มาภาพ : http://theinspirationroom.com/daily/2009/treehouse-talk-about-autism/

             Autism spectrum disorder (ASD) หรือที่คนไทยคุ้นหูว่า ออทิสติค เป็นความผิดปกติ (syndrome) ในด้านการพัฒนาการทางระบบประสาท (neurodevelopment disorder) ที่ส่งผลให้เกิดลักษณะทางพฤติกรรมที่ผิดปกติ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสังคม (social interaction) ด้านภาษาและการสื่อสาร (language and communication) และ ด้านพฤติกรรมแบบซ้า (repetitive-restrictive behaviors) โดยช่วงระหว่างปี 1991 ถึง 1997 พบว่ามีความชุก(prevalence) ของโรคเพิ่มสูงมากถึง 556% โดยการเพิ่มขึ้นนี้สูงกว่าโรคมะเร็ง หรือว่า Down syndrome เสียอีก โดยความผิดปกติในกลุ่มของ ASD จะถูกแบ่งตามลักษณะทางพฤติกรรม 3 ด้านดังที่กล่าวไปข้างต้น โดย Diagnostic and Statistical Manual of mental disorder, Fourth Edition ,Text Revision (DSM-IV-TR) ได้มีแบ่ง ASD ออกเป็น 5 Subtype ดังนี้                  
                    1)autistic disorder หรือ classic autism
                    2)Asperger disorder
                    3)disintegrative disorder
                    4)PDD not otherwise specified
                    5)Rett syndrome

            แต่ปัจจุบัน DSM-V ได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่โดยการวินิจฉัยจะสรุปรวมกันทั้งหมดว่ามีความผิดปกติเป็น ASD ซึ่งจะอาศัยความผิดปกติพฤติกรรม 2 คือ ด้านสังคมทีถูกรวมกับด้านภาษาและการสื่อสารจัดเป็นความผิดปกติด้านเดียวกัน โดย ASD ที่ถูกจัดใหม่นี้จะมาจัดแยกกันโดยแบ่งระดับความรุนแรงเป็น 3 ระดับ การจัดให้ผู้ป่วยทั้งหมดถูกวินิจฉัยว่าเป็น ASDs เหมือนกันนั้นจะทาให้ง่ายในการกาหนดและเลือกกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาทางด้าน ASDs ที่มีความซับซ้อนและมีความหลากหลายทางด้าน phenotype ส่วนกลไกลักษณะการเกิดความผิดปกตินี้มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมายทั้งทางด้านพันธุกรรม หรือสิ่งแวดล้อมล้วนส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางการพ มนาการของระบบประสาทได้ทั้งสิ้น ซึ่งนี้ก็ทาให้ ASDห เป็นความผิดปกติที่มีลักษณะการแสดงออกที่หลากหลาย (wide-ranging phenotype) และมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน และสาเหตุของ ASDs นั้นไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงสาเหตุเดียว แต่เชื่อว่าความผิดปกตินี้มีหลายๆสาเหตุเกิดร่วมกันทั้งจากพันธุกรรม (genetic) อิพิเจเนติค (epigenetic) หรือ สิ่งแวดล้อม(environment factor) ยกเว้นความผิดปกติที่เรียกว่า Rett syndrome โดยปัจจุบันเป็นที่ทราบกันแล้วว่าเกิดจาก de novo mutation หรือ microdeletion ของ methyl-CpG-binding protein2 (MeCP2) gene บน Xq28 ปัจจุบันมีหลักฐานทางงานวิจัยมากมายที่บ่งบอกว่าปัจจัยทางด้านพันธุกรรมโดยมีหลายยีนที่มีความเกี่ยวข้องกัน(multiple genetic factor) น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทาให้เกิดของ ASD

               ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาการเพิ่มขึ้นของอุบัติการ์ณ(incidence) ของ ASD เป็นที่น่าสนใจอย่างมาก โดยในอดีตนั้นเราจะพบคนเป็น ASD เพียง 2-5 จากประชากร 10,000 คน แต่ปัจจุบันเราสามารถพบคนที่เป็น ASD ได้1-2 คนจาก 1,000 คน ของ autistic disorder และ 6-10 คนจาก 1,000 คนสาหรับ subtype อื่นๆ นั้นแสดงให้เห็นว่าการวินิจฉัยและการรักษาความผิดปกติของ ASD นั้นยังมีความไว(sensitivity) และความจาเพาะ(specificity) เพียงพอสาหรับลักษณะของโรคที่เป็น wide-ranging phenotype นักวิจัยจึงพยายามที่จะหาความสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยง(risk factor) ต่างๆกับ ASD เพื่อที่หา biomarkers ที่มีความจาเพาะและความไวมากพอที่จะใช้ในการวินิจฉัยความผิดปกติและให้การรักษาอย่างเหมาะสมกบัลักษณธของแต่ละบุคคลและรักษาได้อย่างทันท่วงที เพราะปกติแล้ว ASD มักจะไม่แสดงอาการความผิดปกติออกมาจนกระทั่งอายุได้ประมาณ 2 ขวบ นั้นหมายความว่าเด็กมีการพัฒนาการทางระบบประสาทที่ผิดปกติไปแล้วนั่นเอง

ที่มาภาพ : http://www.nbcnews.com/health/kids-health/treating-infants-autism-may-eliminate-symptoms-n198671

 ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร

DNA ตอนที่ 1 : DNA คืออะไร และโครงสร้างของ DNA

สารพันธุกรรม (genetic materials) หมายถึงสารที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งสิ่งมีชีวิตระดับโปรคาริโอต (prokaryote) และยูคาริโอต (eukaryote) โดยสารพันธุกรรมประกอบด้วย ดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid หรือ DNA) และอาร์เอ็นเอ (ribonucleic acid หรือ RNA) การเก็บรักษาข้อมูลพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการเรียงลำดับของหน่อยย่อยที่สุดของ DNA และ RNA อย่างเป็นระเบียบและมีความหมาย ซึ่งหน่อยย่อยของดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอเราเรียกว่า นิวคลีโอไทด์ (nucleotide) สิ่งมีชีวิตจะทำการแปลรหัสข้อมูลนิวคลีโอไทด์เหล่านี้ออกมาเป็นโปรตีนเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ ของเซลล์หรือร่างกายของสิ่งมีชีวิตต่อไปผ่านการทำงานร่วมกันตั้งแต่ DNA RNA ไปจนถึงขั้นตอนการสั่งเคราะห์โปรตีน อย่างไรก็ตามสิ่งมีชีวิตบางประเภทจะเก็บข้อมูลพื้นฐานของตัวเองในรูปแบบของ RNA เท่านั้น เช่นไวรัสในกลุ่มรีโทรไวรัส หรือที่เรารู้จักกันดีก็คือไวรัสโควิด

ภาพที่ 1 แสดงโครงสร้างจำลองของ DNA
ที่มาภาพ : http://becuo.com/red-dna-wallpaper

  DNA (deoxyribonucleic acid )  
         
    DNA เป็นสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดบนโลกนี้ยกเว้น ไวรัสบางชนิดจะมี RNA เป็นสารพันธุกรรม แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่า DNA คืออะไร โครงสร้างเป็นอย่างไร และทำหน้าที่เป็นสารพันธุกรรมได้อย่างไร เก็บข้อมูลลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอย่างไร
    DNA หรือ deoxyribonucleic acid ซึ่ง DNA จัดเป็นสารชีวโมเลกุลชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า กรดนิวคลีอิค เช่นเดียวกับ RNA  ซึ่ง DNA มีโครงสร้างที่เกิดจาก polymer strand 2 สายมาเชื่อมติดกันและบิดเป็นเกลียว (double-helix) โดย polymer strand นั้นเกิดจากหน่วยย่อย (monomer) ที่ชื่อว่า nucleotides  หลายๆโมเลกุลมารวมตัวกันเกิดเป็น polynucleotide โดยสรุปแล้วนิยามโครงสร้างของ DNA คือ DNA เกิดจาก polynucleotide 2 สายมาเชื่อมต่อกันด้วยพันธะไฮโดรเจน (H-bone) และเกิดการบิดเป็นเกลียว (double-helix)
 ที่มาภาพ : http://discoveryexpress.weebly.com/homeblog/catching-a-criminal-fingerprintingintro-to-dna

 Nucleotide  ประกอบด้วยสาร 3 ชนิดคือ น้ำตาล (deoxyribose) , หมู่ฟอสเฟส และ เบส 
  1. น้ำตาล deoxyribose คือน้ำตาล ribose ที่ถูกดึงออกซิเจน (O) ออกจากหมู่ OH ที่ คาร์บอน (C) ตำแหน่งที่ 2 ของโมเลกุลน้ำตาล ribose
  2. ไนโตรจีนัสเบส (Nitrogenous base) ประกอบด้วยเบสสองชนิดคือ purine (A, G) และ pyrimidine (C, T, U) โดยเบสเหล่านี้จะต่ออยู่กับ คาร์บอน (C) ตำแหน่งที่ 1 ของน้ำตาล deoxyribose ซึ่งเบสเหล่านี้เองที่เป็นตัวสร้างพันธะไฮโดรเจนระหว่างเบสของ polynucleotide ทั้งสองสาย โดยเบส A จะสร้างพันธะไฮโดรเจน 2 พันธะ กับเบส T และเบส C จะสร้างพันธะไฮโดรเจน 3 พันธะกับเบส G
  3. หมู่ฟอสเฟส (Phosphate group) จะอยู่ที่คาร์บอน (C) ตำแหน่งที่ 5 ของน้ำตาลมีประจุเป็นลบ ซึ่งทำให้ประจุโดยรวมของ DNA เป็นลบนั้นเอง ดังนั้นเวลาเรานำ DNA ไปผ่านกระแสไฟฟ้า DNA จะเคลื่อนที่จากขั้นลบไปขั้นบวก เรียกเทคนิคนี้ว่า gel electrophoresis และหมู่ฟอสเฟสนี้จะเป็นตัวที่ไปจับกับหมู่ OH ที่คาร์บอน (C) ตำแหน่งที่ 3 ของน้ำตาล deoxyribose ของ nucleotide ตัวต่อไปเพื่อสร้างเป็นสาย polynucleotide จึงเรียกพันธะนี้ว่า พันธะไกลโคซิดิก
จากที่กล่าวมากข้างต้นจะเห็นได้ว่า nucleotide  แต่ละตัวจะต่อโดยหมู่ฟอสเฟตที่ C ตำแหน่งที่ 5 กับหมู่ OH ที่ C ตำแหน่งที่ 3 ดังนั้นเมื่อได้เป็นสาย polynucleotide ก็จะมีปลายสองด้านคือด้าน 5' ที่หมู่ฟอสเฟตไม่ได้ส้รางพันธะกับอะไรเลยเพราะสุดสายแค่นั้น และปลาย 3' ที่หมู่ OH ไม่ได้ต่อกับอะไรเลยเช่นกัน  โดยการที่ polynucleotide 2 สายมาติดกันด้วยพันธะไฮโดรเจนนั้นจะเรียงตัวในทิศทางตรงกันข้ามกันคือ เส้นหนึ่งทิศทาง 5' ไป 3' อีกเส้นที่มาเข้าคู่กันจะเรียงตัว 3' ไป 5' นั่นเอง ดั่งเช่นในรูปด้านล่าง

แล้ว DNA ทำงานอย่างไร เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมได้อย่างไร รวมถึง DNA Chromosome  และ gene คืออะไร เกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน ติดตามได้ในตอนที่ 2 ตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ



ที่มาภาพ : https://sites.google.com/site/imlovingmygenes/dna-structure



#DNA คืออะไร #โครงสร้างของ DNA #กรดนิวคลีอิค#

#DNA คืออะไร #โครงสร้างของ DNA #กรดนิวคลีอิค#

#DNA คืออะไร #โครงสร้างของ DNA #กรดนิวคลีอิค#

#DNA คืออะไร #โครงสร้างของ DNA #กรดนิวคลีอิค#

เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง

องค์ประกอบของเลือด
เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง
ส่วนประกอบของเลือด


เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง?

           เลือดเป็นองค์ประกอบสำคัญของร่างกายที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่งเลือดสีแดง ๆ ของเรานั้นจะมีองค์ประกอบหลายส่วนมีทั้ง เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกร็ดเลือด นอกจากนั้นยังมีสารชีวโมเลกุล เช่นน้ำตาล ไขมัน ร่วมถึงฮอร์โมน และออกซิเจน ซึ่งสารเหล่านี้ถูกส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายผ่านทางระบบหลอดเลือด และเลือดทั้งนั้นครับ โดยในวันนี้เราจะเน้นในองค์ประกอบส่วนทางด้าน hematology คือพวกเม็ดเลือดและองค์ประกอบหลัก ๆ เท่านั้น ซึ่งเลือดของเรานั้นมีองค์ประกอบหลัก 2 ส่วนครับดังนี้

  1. ส่วนที่เป็นของเหลว (Plasma) คิดเป็นร้อยละ 55 ขององค์ประกอบทั้งหมด โดยมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักถึง 95% ที่เหลือเป็นสารอาหาร แก๊ส เอนไซม์ต่างๆ หน้าที่คือ ลำเลียงอาหารไปยังเซลล์ต่างๆในร่างกาย และนำของเสียไปยังอวัยวะขับถ่าย
  2. ส่วนที่เป็นเซลล์  คิดเป็นร้อยละ 45 ขององค์ประกอบทั้งหมด ประกอบไปด้วย เม็ดเลือดแดง  เม็ดเลือดขาว และ เกร็ดเลือด
    • เม็ดเลือดแดง (red blood cells) : ภายในเม็ดเลือดแดงจะมีฮีโมโกบิน(hemoglobin)ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปอวัยวะต่างๆ และขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาที่ปอด โดยเม็ดเลือดแดงถูดสร้างขึ้นที่ไขกระดูก และถูกทำลายที่ตับและม้าม เม็ดเลือดแดงจะมีอายุ 120 วันโดยประมาณ
    • เม็ดเลือดขาว (white blood cells) ทำหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เม็ดเลือดขาวแบ่งออกเป็นหลายชนิดซึ่งหน้าที่ของพวกมันก็จะแตกต่างกันครับ ในบทความนี้ยังไม่ขอพูดนะครับ 
    • เกร็ดเลือด (platelet) : ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแข็งตัวของเลือด  จริงๆขบวนการแข็งตัวของเลือดนั้นมีกลไกที่ซับซ้อนมากพอสมควรครับ ต้องไปพูดถึงกันอีกทีครับ


ที่มาภาพ
https://www.studyblue.com/notes/note/n/biol-1202-spring-2012-final-exam-flashcards/deck/2723216

#องค์ประกอบของเลือด#เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง#เทคนิคการแพทย์#เทคนิคการแพทย์คืออะไร#เลือดของเรา#

การตรวจ NIPT หรือ Non-Invasive Prenatal Testing คืออะไร?

NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) การตรวจทางเลือกที่ปลอดภัยและแม่นยำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ การตรวจคัดกรองก่อนคลอดบุตรมีความสำคัญอย่างมากในกา...