แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตรวจมะเร็งจากเลือด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตรวจมะเร็งจากเลือด แสดงบทความทั้งหมด

ยีน BRCA1/2 คืออะไร

ยีน BRCA1 และ BRCA2 คืออะไร?

BRCA1 (ย่อมาจาก BReast CAncer gene 1) และ BRCA2 ( ย่อมาจาก BReast CAncer gene 2) เป็นยีนที่ทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่ช่วยซ่อมแซมความเสียหายของดีเอ็นเอ โดยเราทุกคนมียีนทั้งสองชนิดนี้อย่างละสองชุดซึ่งได้รับจากพ่อและแม่อย่างละชุด ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดการเปลี่ยนแปลงของยีน (mutation หรือ pathogenic variant) ในยีน BRCA1 หรือ BRCA2 จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อมะเร็งชนิดอื่น ๆ ด้วย ผู้ที่มียีน BRCA1 หรือ BRCA2 ที่ผิดปกติมักจะมีแนวโน้มเกิดมะเร็งในวัยที่อายุน้อยกว่าผู้ที่ไม่มียีนผิดปกติชนิดนี้

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ได้รับยีน BRCA1 หรือ BRCA2 ที่ผิดปกติมาจากพ่อหรือแม่เพียงฝ่ายเดียว มักจะยังมียีนอีกหนึ่งชุดที่เป็นปกติจากอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งยีนชุดปกตินี้เพียงพอที่จะช่วยปกป้องเซลล์ไม่ให้กลายเป็นมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม ยีนปกตินี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือสูญเสียไปในช่วงชีวิตของบุคคลหนึ่ง ซึ่งเราเรียกการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ว่า somatic alteration (การกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ใช่จากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม)

เมื่อเซลล์สูญเสียยีน BRCA ที่ปกติไป เหลือแต่ยีนที่กลายพันธุ์ เซลล์นั้นจะไม่สามารถซ่อมแซมดีเอ็นเอได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป และอาจพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด


ความสำคัญของยีน BRCA1 และ BRCA2 ทางชีววิทยา
    BRCA1 และ BRCA2 เป็นยีนที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงของจีโนมโดยการส่งเสริมการซ่อมแซมดีเอ็นเอแบบ homologous recombination (HR) ซึ่งเป็นกระบวนการที่เซลล์ใช้เพื่อซ่อมแซมรอยร้าวสองสายของดีเอ็นเออย่างแม่นยำ โดย BRCA2 ทำหน้าที่ควบคุมและนำ RAD51 ไปยังบริเวณที่เกิดการตัดสายเพื่อให้เกิดการจับคู่เบสและแลกเปลี่ยนสายดีเอ็นเอ ในขณะที่ BRCA1 ทำงานร่วมกับโปรตีนอื่น ๆ (เช่น BARD1) ในการรับรู้และส่งสัญญาณความเสียหายของดีเอ็นเอ รวมถึงการจัดระเบียบโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซม 
    "การขาดหรือการทำงานบกพร่องของ BRCA1/2" ทำให้เซลล์สูญเสียความสามารถในการซ่อมแซมแบบ HR และต้องพึ่งพากลไกที่มีความแม่นยำน้อยกว่า ซึ่งเพิ่มการสะสมของการกลายพันธุ์และนำไปสู่การเกิดมะเร็งได้อย่างชัดเจนในเนื้อเยื่อที่แบ่งตัวบ่อย ๆ เช่น เต้านมและรังไข่


แหล่งอ้างอิง

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ (Colorectal Cancer Screening)

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ (Colorectal Cancer Screening)

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย การตรวจคัดกรองมีความสำคัญอย่างยิ่งในการค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง คือ เนื้องอกร้ายที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงและเจริญเติบโตผิดปกติ มักเริ่มต้นจากติ่งเนื้อ (polyp) ที่ไม่อันตราย แล้วค่อยๆ พัฒนากลายเป็นมะเร็ง

อาการและอาการแสดง

  1. อาการเตือนที่ควรพบแพทย์:
    • มีเลือดปนในอุจจาระ หรืออุจจาระสีดำ
    • การเปลี่ยนแปลงของลักษณะการถ่ายอุจจาระ เช่น ท้องผูกสลับท้องเสีย
    • ถ่ายอุจจาระเป็นเส้นเล็กลง
    • ปวดท้องเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
    • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
    • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
    • รู้สึกถ่ายอุจจาระไม่สุด
  2. อาการในระยะต่างๆ:
    • ระยะเริ่มแรก: มักไม่มีอาการ
    • ระยะกลาง: อาจมีเลือดออกเป็นครั้งคราว ท้องผูกสลับท้องเสีย
    • ระยะลุกลาม: ปวดท้องรุนแรง น้ำหนักลด ซีด อ่อนเพลีย

ความสำคัญของการตรวจคัดกรอง

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ:

1. เพื่อตรวจหาริ้วรอยของมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ก่อนที่จะมีอาการ

2. เพื่อค้นหาและกำจัดติ่งเนื้อ (polyp) ซึ่งอาจพัฒนาเป็นมะเร็งในอนาคต


วิธีการตรวจคัดกรองที่สำคัญ

1. การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test: FOBT)

#### สำหรับประชาชนทั่วไป:

- เป็นการตรวจที่ง่าย ไม่เจ็บตัว

- ควรตรวจปีละครั้งในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป

- ต้องเก็บตัวอย่างอุจจาระตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด


#### สำหรับนักเทคนิคการแพทย์:

- มี 2 วิธีหลัก:

  1. guaiac-based FOBT (gFOBT)

  2. fecal immunochemical test (FIT)

- FIT มีความจำเพาะต่อ human hemoglobin มากกว่า gFOBT

- ควรควบคุมคุณภาพการตรวจโดยใช้ positive และ negative controls ทุกครั้ง


2. การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)


สำหรับประชาชนทั่วไป:

- เป็นการตรวจที่ละเอียดที่สุด สามารถมองเห็นความผิดปกติได้โดยตรง

- ต้องเตรียมลำไส้ให้สะอาดก่อนการตรวจ

- แนะนำให้ตรวจทุก 10 ปีในผู้ที่มีความเสี่ยงปกติ


#### สำหรับนักเทคนิคการแพทย์:

- การเตรียมสไลด์จากชิ้นเนื้อที่ได้จากการส่องกล้อง:

  - ควรใช้ fixative ที่เหมาะสม

  - การย้อม H&E เป็นพื้นฐานสำคัญ

  - อาจต้องย้อมพิเศษเพิ่มเติมตามการพิจารณาของพยาธิแพทย์


3. การตรวจ DNA ในอุจจาระ (Stool DNA Testing)


สำหรับประชาชนทั่วไป:

- เป็นการตรวจที่ไม่ต้องเตรียมลำไส้

- มีความแม่นยำสูง แต่มีค่าใช้จ่ายสูง

- แนะนำให้ตรวจทุก 3 ปี


สำหรับนักเทคนิคการแพทย์:

- ใช้เทคนิค PCR ในการตรวจหา DNA mutations

- ต้องควบคุมคุณภาพการสกัด DNA อย่างเข้มงวด

- ควรมีการทำ internal control เพื่อตรวจสอบคุณภาพของตัวอย่าง


การแปลผลและการติดตาม

การแปลผล FOBT:

- ผลบวก: ต้องส่งตรวจด้วยการส่องกล้องต่อ

- ผลลบ: ควรตรวจซ้ำตามกำหนดเวลา


การแปลผลการส่องกล้อง:

- พบติ่งเนื้อ: ตัดส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

- ไม่พบความผิดปกติ: ตรวจซ้ำตามกำหนด


คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการป้องกัน

  1. รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง
  2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  3. รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
  5. ตรวจคัดกรองตามกำหนดเวลาที่แพทย์แนะนำ


สรุป

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้เป็นกระบวนการสำคัญในการป้องกันและค้นหาโรคระยะเริ่มแรก นักเทคนิคการแพทย์มีบทบาทสำคัญในการควบคุมคุณภาพการตรวจและการพัฒนาวิธีการตรวจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การตรวจ NIPT หรือ Non-Invasive Prenatal Testing คืออะไร?

NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) การตรวจทางเลือกที่ปลอดภัยและแม่นยำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ การตรวจคัดกรองก่อนคลอดบุตรมีความสำคัญอย่างมากในกา...