เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง

องค์ประกอบของเลือด
เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง
ส่วนประกอบของเลือด


เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง?

           เลือดเป็นองค์ประกอบสำคัญของร่างกายที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่งเลือดสีแดง ๆ ของเรานั้นจะมีองค์ประกอบหลายส่วนมีทั้ง เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกร็ดเลือด นอกจากนั้นยังมีสารชีวโมเลกุล เช่นน้ำตาล ไขมัน ร่วมถึงฮอร์โมน และออกซิเจน ซึ่งสารเหล่านี้ถูกส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายผ่านทางระบบหลอดเลือด และเลือดทั้งนั้นครับ โดยในวันนี้เราจะเน้นในองค์ประกอบส่วนทางด้าน hematology คือพวกเม็ดเลือดและองค์ประกอบหลัก ๆ เท่านั้น ซึ่งเลือดของเรานั้นมีองค์ประกอบหลัก 2 ส่วนครับดังนี้

  1. ส่วนที่เป็นของเหลว (Plasma) คิดเป็นร้อยละ 55 ขององค์ประกอบทั้งหมด โดยมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักถึง 95% ที่เหลือเป็นสารอาหาร แก๊ส เอนไซม์ต่างๆ หน้าที่คือ ลำเลียงอาหารไปยังเซลล์ต่างๆในร่างกาย และนำของเสียไปยังอวัยวะขับถ่าย
  2. ส่วนที่เป็นเซลล์  คิดเป็นร้อยละ 45 ขององค์ประกอบทั้งหมด ประกอบไปด้วย เม็ดเลือดแดง  เม็ดเลือดขาว และ เกร็ดเลือด
    • เม็ดเลือดแดง (red blood cells) : ภายในเม็ดเลือดแดงจะมีฮีโมโกบิน(hemoglobin)ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปอวัยวะต่างๆ และขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาที่ปอด โดยเม็ดเลือดแดงถูดสร้างขึ้นที่ไขกระดูก และถูกทำลายที่ตับและม้าม เม็ดเลือดแดงจะมีอายุ 120 วันโดยประมาณ
    • เม็ดเลือดขาว (white blood cells) ทำหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เม็ดเลือดขาวแบ่งออกเป็นหลายชนิดซึ่งหน้าที่ของพวกมันก็จะแตกต่างกันครับ ในบทความนี้ยังไม่ขอพูดนะครับ 
    • เกร็ดเลือด (platelet) : ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแข็งตัวของเลือด  จริงๆขบวนการแข็งตัวของเลือดนั้นมีกลไกที่ซับซ้อนมากพอสมควรครับ ต้องไปพูดถึงกันอีกทีครับ


ที่มาภาพ
https://www.studyblue.com/notes/note/n/biol-1202-spring-2012-final-exam-flashcards/deck/2723216

#องค์ประกอบของเลือด#เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง#เทคนิคการแพทย์#เทคนิคการแพทย์คืออะไร#เลือดของเรา#

หลอดใส่เลือดมี่กี่ชนิด (tube เลือดมี่กี่ชนิด)


        หลาย ๆ ท่านอาจสงสัยนะครับว่าเวลามีนัดต้องไปพบแพทย์ และเมื่อถึงเวลาเจาะเลือด ทำไมถึงต้องเก็บเลือดเราไปทีละหลาย ๆ หลอดและในการนัดแต่ละครั้งก็มีการเจาะเลือดไปไม่เหมือนเดิมกับครั้งก่อน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันครับว่าหลอดใส่เลือดแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร 
       ปัจจุบันในทางการแพทย์หลอดสำหรับเก็บตัวอย่างเลือดนั้นถูกพัฒนามาหลายรูปแบบด้วยกัน เพื่อให้มีประสิทธิภาพสำหรับตรวจทางห้องปฏิบัติการรวมถึงระยะในการเก็บรักษาตัวอย่างเลือดให้มีความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของการตรวจทางห้องปฏิบัติการครับ สำหรับในวันนี้จะพามาทำความรู้จักกับหลอดเลือดพื้นฐานที่ใช้ในการตรวจประจำของโรงพยาบาลโดยทั่วไปครับ

 สิ่งที่อยู่ในหลอดเลือดแต่ละสี 
      สิ่งที่อยู่ข้างในหลอดเลือดสีต่าง ๆ คือ สารเคมีที่ป้องกันการแข็งตัวของเลือด (สารกันเลือดแข็ง) โดยในหลอดแต่ละสีก็จะมีสารกันเลือดแข็งคนละชนิดกันครับ ซึ่งสาเหตุที่ต้องใช้สารกันเลือดแข็งหลายชนิด ไม่สามารถใช้ชนิดเดียว หรือหลอดเดียวสำหรับารตรวจได้ทั้งหมดก็เพราะว่าสารกันเลือดแข็งตัวสามารถที่จะไปรบกวนในขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการได้แลัวส่งผลต่อค่าการตรวจวิเคราะห์ได้ โดยแต่ละชนิดก็จะส่งผลต่อการตรวจที่แตกต่างกัน ดังนั้นนักเทคนิคการแพทย์ หรือพยาบาลผู้ทำการเจาะเลือดจึงต้องเก็บสิ่งตัวอย่างให้ถูกต้องตามชนิดการตรวจเพื่อให้การตรวจวิเคราะห์ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเองครับ

 ทำไมถึงต้องใช้คนละชนิด 
      เนื่องมาจากสารกันเลือดแข็งแต่ละชนิดนั้น มีกลไกการป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัวที่แตกต่างกัน ซึ่งสารกันเลือดแข็งมันก็จะรบกวนการตรวจวัดค่าต่าง ๆ ในเลือดแตกต่างกันไป เราจึงต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องกับชนิดของการตรวจนั้น ๆ  เพื่อป้องกันปัจจัยที่จะส่งผลต่อค่าการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์


 แต่ละสีต่างกันอย่างไร 
      ในหลอดเลือดแต่ละหลอดจะแตกต่างที่สารกันเลือดแข็งตามที่กล่าวไปในตอนแรกนะครับ โดยแต่ละสีใช้สารกันเลือดแข็งดังนี้ครับ (แค่ส่วนหลัก ๆ ที่ใช้ในงานประจำครับ ปัจจุบันมีหลอดเลือดจำนวนมากที่ถูกพัฒนาขึ้นมาครับ ซึ่งถ้าเป็นหลอดพิเศษมักจะมีคู่มือการใช้งานมาด้วยครับ)
  • สีแดง สีแดงนั้นสารที่อยู่ข้างในนั้นไม่ใช่สารกันเลือดแข็ง (Anti-coagulant) เหมือนกับเพื่อนๆครับ แต่ในนั้นจะเป็นตัวกระตุ้น หรือ  activator  ที่ทำให้เลือดเกิดการแข็งตัวได้เร็วยิ่งขึ้น และนักเทคนิคการแพทย์จะนำส่วนที่เป็น serum มาใช้ตรวจในกลุ่มการดูการติดเชื้อไวรัส  ตรวจมะเร็ง  และฮอร์โมน เป็นตั้น
  • สีเขียว ใช้สารกันเลือดแข็งที่มีชื่อว่า heparin ซึ่งมีคุณสมับติในการยับยั้งการทำงาน thrombinIII หรือ anti-thrombinIII (ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดตัวหนึ่ง) เหมาะกับการตรวจทางด้านเคมี โดยเฉพาะ เช่น การตรวจอิเล็คโทรไรท์ น้ำตาล ไขมัน และเอนไซม์ต่าง ๆ
  • สีม่วง เป็นสารกันเลือดแข็งชนิด EDTA ที่มีคุณสมบัติไปจับกับแคลเซียมเอาไว้ ซึ่งแคลเซียมจำเป็นสำหรับกระบวนการแข็งตัวของเลือดครับ  โดยหลอดเลือดชนิดนี้เหมาะกับการตรวจทางด้านโลหิตวิทยา เช่น CBC, ESR และ น้ำตาลสะสม เป็นต้น เพราะ EDTA จะคงรักษาสภาพของเม็ดได้ดี รูปร่างของเม็ดเลือดจึงยังเหมือนเดิมมากที่สุด 
  • สีฟ้า สารกันเลือดแข็งที่ใช้คือ SODIUM CITRATE ที่จะไปจับกับแคลเซียมเช่นเดียวกับ EDTA แต่ไม่กระตุ้นการทำงานของเกร็ดเลือดซึ่งมีหน้าที่สำคัญในกระบวนการแข็งตัวของเลือดครับ  โดยหลอดสีฟ้านี้เหมาะกับการตรวจการแข็งตัวของเลือดเช่น PT aPTT เป็นต้น
  • สีเทา ในบางโรงพยาบาลจะมีหลอดทีเทา ที่ใช้ NaF เป็นสารกันเลือดแข็งซึ่ง ตัวนี้จะเหมาะกับการตรวจน้ำตาลมากกว่าตัวอื่นเพราะสามารถคงปริมาณน้ำตาลไม่ได้ลดลงได้นานถึง 8 ชม. แต่ในบางที่จะใช้เป็น heparin tube แทนหลอด NaF เพราะ heparin tube ก็สามารถคงสภาพได้เชนกันเพียงแต่ต้องทำการตรวจภาพใน 3 ชั่วโมงครับ


      
     ในผู้ป่วยบางราย หรือเด็กทารกแรกเกิด ที่ไม่สามารถเจาะเลือดได้ตามปริมานที่เพียงพอต่ออัตราส่วนของสารกันเลือดแข็ง เราต้องเลือดใช้หลอดเลือดที่มีขนาดเล็กลงมาตามภาพครับ และนอกจากหลอดเลือดชนิดข้างต้นเป็นหลอดเลือดที่ใช้ทั่วไปครับ ยังมีหลอดเลือดอีกหลากหลายชนิดที่ถูกพัฒนาขึ้นมาตามจุดประสงค์ของการใช้งาน หรือการตรวจชนิดพิเศษอีกมากมายครับ
     





#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#
#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#
#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#
#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#
#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#

การฟอกไตสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มีกี่วิธี?

การฟอกไตมีกี่วิธี? ทำแบบไหนดีกว่ากัน? ค่าใช้จ่ายในการฟอกไต?


       การฟอกไต หรือการฟอกของเสียออกจากเลือดในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำของไตเสื่อมสรรถภาพทั้งแบบเฉียบพลัน และเรื้อรัง ซื้อการฟอกไตสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกันไม่ว่าจะเป็นการฟอกผ่านเส้นเลือด หรือผ่านทางช่องท้อง สำหรับคนที่มีคนในครอบครัวเป็นผู้ป่วยโรคไตที่กำลังจะต้องรับการรักษาโรคไตเรื้อรังคงกำลังมองหาวิธี ผลการรักษา และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการฟอกไต วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับวิธีการฟอกไต 2 วิธีหลัก ๆ ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันกันครับ

การฟอกไต คืออะไร? 
      การฟอกไตคือ การนำเอาของเสียต่าง ๆ และน้ำส่วนเกินที่สะสมในร่างกาย ที่เกิดจากภาวะไตวายจนไม่สามารถกำจัดออกออกเสียเหล่านั้นออกไปได้ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยได้รับการฟอกไตแล้วก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เพียงแต่ต้องทำการฟอกไตเพื่อทดแทนการทำงานของไตอยู่เป็นประจำครับ
   

การฟอกไตมีกี่วิธี?
      ปัจจุบันวิธีการฟอกไตที่ใช้ทั่วไปในโรงพยาบาลของประเทศไทยจะมี 2 วิธีดังนี้ครับ
            การฟอกผ่านทางช่องท้องแบบถาวร  Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis (CAPD) 
                 

        เป็นการฟอกไตทางช่องท้องโดยใช้น้ำยาสำหรับฟอกไตที่เราจะใส่เข้าไปทางช่องท้องผ่านทางสายท่อครับ โดยผู้ป่วยจะต้องฝังท่อไว้ที่ช่องท้องตลอดเวลา และน้ำยาที่เราใส่เข้าไปนั้นก็จะทำการแลกเปลี่ยนของเสียกับสารในน้ำยาฟอกไต เพื่อดึงเอาของเสียจากร่างกาย จากนั้นเราก็ทำการเปลี่ยนน้ำยาในระหว่างวันครับ ซึ่งจะทำวนอย่างงี้ไปเรื่อย ๆ ครับ  วิธีนี้ใช้เวลาครั้งละประมาน 6 ชั่วโมงครับ 
            ข้อดี : สะดวก ผู้ป่วยสามารถทำที่บ้านได้ไม่เสียเวลาเดินทาง และที่สำคัญ ฟรี! เพราะรัฐมีงบประมาณให้สำหรับวิธีนี้เท่านั้นนะครับ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยหรือญาติต้องผ่านการอบรมวิธีการปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก่อนครับ
            ข้อเสีย : มีโอกาสติดเชื้อง่ายได้ง่าย จากการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และไม่สะอาด เพราะเราต่อท่อไว้ตลอดถ้าไม่รักษาความสะอาดดี ๆ อาจจะทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อได้ครับ เราหรือญาติของผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีการใช้งาน และรักษาความสะอาดจากทางโรงพยาบาลและปฏิบัติตามอย่างเคร่งคลัด

           การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (hemodialysis)



            วิธีนี้เป็นการนำของเสีย และน้ำส่วนเกินออกจากเส้นเลือดดำ โดยผ่านตัวกรองที่อยู่ในเครื่องฟอกเลือด ซึ่งการทำงานของเครื่องคือการดึงเอาเลือดออกมาผ่านตัวกรองของเสียจนกลายเป็นเลือดดีจากนั้นจึงส่งกลับเข้ามาในร่างกายของเราครับ วิธีนี้ทำเพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่างจากวิธีแรกที่ต้องทำทุกวัน
            ข้อดี : โอกาสติดเชื้อจากการฟอกน้อยมาก และไม่ต้องทำกาคฟอกทุกวัน
            ข้อเสีย : เสียเวลาเดินทางไปโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายแพงครับ ต่อครั้งประมาณ 1500-2000 บาท สำหรับคนทั่วไปที่มีสามสรถเบิกได้ครับ แต่สำหรับสิทธิข้าราชการ หรือประกันสังคมก็สามารถเบิกได้เช่นกัน

       สำหรับบทความนี้ก็ขอจบไว้เพียงเท่านี้ครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยครับ


#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#
#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#
#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#
#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#
#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#

บทบาทหน้าที่ของนักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาล ต้องทำงานอะไรบ้าง!

        บทบาทหน้าที่ของนักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลจะถูกแบ่งจำแนกเป็นหลาย ๆ หน่วยด้วยกันครับซึ่งก็เพื่อให้การทำงานของกลุ่มงานของนักเทคนิคการแพทย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งเมื่อเราเข้าไปทำงานแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าเราสมัครเข้ามาในตำแหน่งไหน หรือว่าตำแหน่งไหนว่าง  แต่โดยรวมแล้วเราต้องสามารถปฏิบัติงานได้ทั้งหมดนะครับ เพียงแต่ในส่วนลึกหรือความรับผิดชอบ การจัดระเบียบเราก็จะรับผิดชอบเป็นหน่อยงานไป

แบ่งเป็น (คร่าวๆนะครับ แต่ละ รพ. ก็จะมีการจัดที่แตกต่างกันออกไป)

1. งานด่านหน้า หรือ หน่วยงานผู้ป่วยนอก(OPD) 
         ทำหน้าที่เกี่ยวกับจัดการกับสิ่งส่งตรวจ เช่น เจาะเลือด แนะนำผู้ป่วยในการเป็นปัสสาวะ ลงทะเบียนผู้ป่วย เป็นต้นครับ  หลักๆที่นักเทคนิคการแพทย์ทำงานในส่วนนี้จะเป็นการเจาะเลือดของผู้ป่วยและแนะนำการเก็บปัสสาวะครับ นอกจากนั้นยังคอยกำกับดูแลการทำงานของผู้ช่วยในการเจาะเลือดครับตามตัวกฏหมายกำหนดให้ เทคนิคการแพทย์ควบคุมดูแลการทำงานของผู้ช่วยเทคนิคการแพทย์เพราะเป็นผู้ที่มีใบประกอบโรคศิลป์นั่นเอง การลงทะเบียนจัดการเอกสารจะมีเจ้าหน้าที่ธุระการต่างหากครับ

2. ห้องปฏิบัติการกลาง (Central Lab)
        จะเป็นห้องที่รวมงานทางด้านต่างๆที่สามารถรวมไว้เป็นห้องเดียวกันได้ (มีบางงานที่ต้องแยกออกไปเฉพาะ) เพื่อประหยัดเวลา  การจัดแจงอุปกรณ์ต่างๆ ความสะดวกของเจ้าหน้าที่  โดยในห้องนี้จะมีหน่วยงานที่สามารถนำมารวมกันเป็นห้องเดียวกันได้ (บาง รพ. แยกกันก็มีครับ) เช่น งานทางด้านโลหิตวิทยา  งานเคมีคลินิก  งานอิมมูโนโลจี  งานสารน้ำในร่างกาย (ปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง)  ห้องนี้จะได้ทำงานค่อนข้างหลากหลายครับ มีบุคลากรเยอะ ช่วยเหลือกันดีครับ

3.ห้องจุลชีววิทยา
      เป็นห้องที่ทำงานเกี่ยวกับการเพาะเชื้อแบคทีเรีย การวินิจฉัยเชื้อแบคทีเรียและรา จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย มีความสำคัญอย่างมากในขั้นตอนการรักษาครับ เพราะจะทำให้แพทย์สามารถเลือกใช้ยาได้ถูกต้องและเหมาะสมกับอาการของผุ้ป่วย สาเหตุที่ห้องนี้ต้องแยกออกมาจากห้องอื่น ๆ เพราะต้องการความสะอาด ความปลอดเชื้อครับ นั่นเองครับ

4.ห้องธนาคารเลือด 
     ทุกคนคงรู้จักกลุ่มงานนี้ของนักเทคนิคการแพทย์เป็นอย่างดีแน่นอนครับ ซึ่งห้องนี้เป็นห้องที่นักเทคนิคการแพทย์มีบทบาทสำคัญอย่างมากเช่นกันครับ เพราะเลือดที่ได้รับบริจาคมาหรือเลือดที่จะส่งต่อให้กับผู้ป่วยนั่นต้องเป็นเลือดที่ สะอาด สมบูรณ์ และปลอดเชื้อ ซึ่งงนักเทคนิคการแพทย์จะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ตรวจเช็คว่าเลือดเหล่านี้โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อระบุว่าเลือดนั้นมีความปลอดภัยก่อนที่จะส่งต่อให้แก่ผู้ป่วยครับ นอกจากนี้การที่จะนำเลือดของคน ๆ หนึ่งให้กับอีกคนได้นั้น แค่หมู่เลือดตรงกันอยย่างเดียวไม่พอครับ ยังต้องมีการทดสอบความเข้ากันได้ของเลือดเสียก่อนครับ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของเทคนิคการแพทย์นั่นเอง



สำหรับวันนี้ก็มีมาแนะนำเพียงเท่านี้ครับ สำหรับน้องๆก็ โชคดีนะครับหวังว่าคงได้ในห้องที่ตัวเองชื่นชอบ ^_^



เทคนิคการแพทย์ คือ # เทคนิคการแพทย์ทำงานอะไร #เทคนิคการแพทย์ดีไหม #เทคนิคการแพทย์ทำอะไรบ้าง #คณะเทคนิคการแพทย์
เทคนิคการแพทย์ คือ # เทคนิคการแพทย์ทำงานอะไร #เทคนิคการแพทย์ดีไหม #เทคนิคการแพทย์ทำอะไรบ้าง #คณะเทคนิคการแพทย์
เทคนิคการแพทย์ คือ # เทคนิคการแพทย์ทำงานอะไร #เทคนิคการแพทย์ดีไหม #เทคนิคการแพทย์ทำอะไรบ้าง #คณะเทคนิคการแพทย์

การตรวจ NIPT หรือ Non-Invasive Prenatal Testing คืออะไร?

NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) การตรวจทางเลือกที่ปลอดภัยและแม่นยำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ การตรวจคัดกรองก่อนคลอดบุตรมีความสำคัญอย่างมากในกา...