HbA1c คืออะไร หรือ ค่าน้ำตาลสะสม คืออะไรมาดูกัน


       HbA1c (Hemoglobin A1C หรือ ฮีโมโกลบิน เอวันซี) มีชื่อเรียกในทางวิทยาศาสตร์คือ glycated haemoglobin ซึ่งเกิดจากโปรตีนชนิดหนึ่งในเลือดเกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับน้ำตาลที่อยู่ในเลือด ซึ่งโปรตีนตัวนี้เรารู้จักกันดีในชื่อ ฮีโมโกลบิน (Haemoglobin) ที่พบได้อยู่ในเม็ดเลือดแดงนั่นเองโดยทำหน้าที่เป็นตัวพาก๊าชออกซิเจน (O2) ที่จำเป็นต่อร่างกายไปยังอวัยวะต่าง ๆ ผ่านทางกระแสเลือด 
       ในบุคคลทั่วไปมักจะเรียก HbA1c ให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า น้ำตาลสะสม / น้ำตาลเฉลี่ยซึ่งจะเป็นการตรวจติดตามระดับน้ำสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน (diabetes mellitus, DM) ในระยะเวลาเฉลี่ย 2-3 เดือน โดยการเตรียมก่อนเจาะเลือดเพื่อตรวจ HbA1c ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องงดอาหารก่อนเจาะเลือดเหมือนกับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดครับ

HbA1c ต่างจากการตรวจน้ำตาลปัจจุบันอย่างไร?
      HbA1c มีความพิเศษอยู่ที่ระยะเวลาหลังจาก Hb เปลี่ยนเป็น HbA1c แล้วจะคงอยู่ในเลือดของเราได้นานถึง 8-12 สัปดารห์ ก่อนที่จะสลายตัวไป และในขณะเดียวกันก็เกิดการสร้าง Hb ขึ้นมาทดแทนและเปลี่ยนเป็น HbA1c แทนที่ ซึ่งการตรวจวัดระดับของ HbA1c จึงบ่งบอกถึงค่าเฉลี่ยของน้ำตาลในเลือด ณ ช่วงเวลา และยังบ่งชี้ถึงการควบคุมน้ำตาลโดยภาพรวม (long-term of blood glucose control)
       ดังนั้นจะเห็นได้ว่าระดับของ HbA1c จะบ่งบอกถึงค่าเฉลี่ยของน้ำตาลเป็นช่วงเวลา ส่วนการตรวจน้ำตาล (glucose) จะบ่งบอกถึงระดับน้ำตาลในเลือด ณ เวลานั้น ๆ  ซึ่งคนไข้บางคนไม่ได้ควบคุมระดับน้ำตาลอย่างถูกต้อง แต่จะงดหวาน งดน้ำตาลเฉพาะวันก่อนที่จะมาพบแพทย์เท่านั้นเพื่อให้การตรวจน้ำตาลไม่สูงเกินไปและไม่ถูกหมอผู้ดูแลตำหนิ แต่การตรวจ HbA1c นั่นการงดหวาน/อาหารต้องห้าม จะไม่มีผลต่อระดับ HbA1c ในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้การคาดการการควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยทำได้ถูกต้องมากกว่า


ระดับของ HbA1c ที่สูงบ่งบอกถึงอะไร ?
      ระดับของ HbA1c ที่สูงบ่งบอกถึงระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วงเวลา 2-3 เดือนมีค่าสูง ซึ่งจะบ่งชี้ไปถึงการควบคุมระดับน้ำตาลที่ผิดปกติ/ การปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องกับโรค และยังบ่งชี้ถึงโอกาสความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน 

เมื่อรู้อย่างงี้แล้ว ผู้ป่วย หรือบุคคลที่ต้องดูแลผู้ป่วยก็จะมีความเข้าใจมากขึ้นถึงผลการตรวจเลือดนะครับหวังหว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตามเราควรใส่ใจที่การปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ และการควบคุมระดับน้ำตาล มากกว่าผลการตรวจที่ออกมาดีครับ ส่วยเรื่องการวินิจฉัยผลเลือดปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพจะดีกว่าครับ

ขอบคุณที่ติดตามบทความครับ

HbA1C คืออะไร ?
ค่าน้ำตาลสะสม คืออะไร ?
ค่าน้ำตาลเก่าคืออะไร ?


เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง

องค์ประกอบของเลือด
เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง
ส่วนประกอบของเลือด


เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง?

           เลือดเป็นองค์ประกอบสำคัญของร่างกายที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่งเลือดสีแดง ๆ ของเรานั้นจะมีองค์ประกอบหลายส่วนมีทั้ง เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกร็ดเลือด นอกจากนั้นยังมีสารชีวโมเลกุล เช่นน้ำตาล ไขมัน ร่วมถึงฮอร์โมน และออกซิเจน ซึ่งสารเหล่านี้ถูกส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายผ่านทางระบบหลอดเลือด และเลือดทั้งนั้นครับ โดยในวันนี้เราจะเน้นในองค์ประกอบส่วนทางด้าน hematology คือพวกเม็ดเลือดและองค์ประกอบหลัก ๆ เท่านั้น ซึ่งเลือดของเรานั้นมีองค์ประกอบหลัก 2 ส่วนครับดังนี้

  1. ส่วนที่เป็นของเหลว (Plasma) คิดเป็นร้อยละ 55 ขององค์ประกอบทั้งหมด โดยมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักถึง 95% ที่เหลือเป็นสารอาหาร แก๊ส เอนไซม์ต่างๆ หน้าที่คือ ลำเลียงอาหารไปยังเซลล์ต่างๆในร่างกาย และนำของเสียไปยังอวัยวะขับถ่าย
  2. ส่วนที่เป็นเซลล์  คิดเป็นร้อยละ 45 ขององค์ประกอบทั้งหมด ประกอบไปด้วย เม็ดเลือดแดง  เม็ดเลือดขาว และ เกร็ดเลือด
    • เม็ดเลือดแดง (red blood cells) : ภายในเม็ดเลือดแดงจะมีฮีโมโกบิน(hemoglobin)ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปอวัยวะต่างๆ และขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาที่ปอด โดยเม็ดเลือดแดงถูดสร้างขึ้นที่ไขกระดูก และถูกทำลายที่ตับและม้าม เม็ดเลือดแดงจะมีอายุ 120 วันโดยประมาณ
    • เม็ดเลือดขาว (white blood cells) ทำหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เม็ดเลือดขาวแบ่งออกเป็นหลายชนิดซึ่งหน้าที่ของพวกมันก็จะแตกต่างกันครับ ในบทความนี้ยังไม่ขอพูดนะครับ 
    • เกร็ดเลือด (platelet) : ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแข็งตัวของเลือด  จริงๆขบวนการแข็งตัวของเลือดนั้นมีกลไกที่ซับซ้อนมากพอสมควรครับ ต้องไปพูดถึงกันอีกทีครับ


ที่มาภาพ
https://www.studyblue.com/notes/note/n/biol-1202-spring-2012-final-exam-flashcards/deck/2723216

#องค์ประกอบของเลือด#เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง#เทคนิคการแพทย์#เทคนิคการแพทย์คืออะไร#เลือดของเรา#

หลอดใส่เลือดมี่กี่ชนิด (tube เลือดมี่กี่ชนิด)


        หลาย ๆ ท่านอาจสงสัยนะครับว่าเวลามีนัดต้องไปพบแพทย์ และเมื่อถึงเวลาเจาะเลือด ทำไมถึงต้องเก็บเลือดเราไปทีละหลาย ๆ หลอดและในการนัดแต่ละครั้งก็มีการเจาะเลือดไปไม่เหมือนเดิมกับครั้งก่อน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันครับว่าหลอดใส่เลือดแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร 
       ปัจจุบันในทางการแพทย์หลอดสำหรับเก็บตัวอย่างเลือดนั้นถูกพัฒนามาหลายรูปแบบด้วยกัน เพื่อให้มีประสิทธิภาพสำหรับตรวจทางห้องปฏิบัติการรวมถึงระยะในการเก็บรักษาตัวอย่างเลือดให้มีความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของการตรวจทางห้องปฏิบัติการครับ สำหรับในวันนี้จะพามาทำความรู้จักกับหลอดเลือดพื้นฐานที่ใช้ในการตรวจประจำของโรงพยาบาลโดยทั่วไปครับ

 สิ่งที่อยู่ในหลอดเลือดแต่ละสี 
      สิ่งที่อยู่ข้างในหลอดเลือดสีต่าง ๆ คือ สารเคมีที่ป้องกันการแข็งตัวของเลือด (สารกันเลือดแข็ง) โดยในหลอดแต่ละสีก็จะมีสารกันเลือดแข็งคนละชนิดกันครับ ซึ่งสาเหตุที่ต้องใช้สารกันเลือดแข็งหลายชนิด ไม่สามารถใช้ชนิดเดียว หรือหลอดเดียวสำหรับารตรวจได้ทั้งหมดก็เพราะว่าสารกันเลือดแข็งตัวสามารถที่จะไปรบกวนในขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการได้แลัวส่งผลต่อค่าการตรวจวิเคราะห์ได้ โดยแต่ละชนิดก็จะส่งผลต่อการตรวจที่แตกต่างกัน ดังนั้นนักเทคนิคการแพทย์ หรือพยาบาลผู้ทำการเจาะเลือดจึงต้องเก็บสิ่งตัวอย่างให้ถูกต้องตามชนิดการตรวจเพื่อให้การตรวจวิเคราะห์ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเองครับ

 ทำไมถึงต้องใช้คนละชนิด 
      เนื่องมาจากสารกันเลือดแข็งแต่ละชนิดนั้น มีกลไกการป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัวที่แตกต่างกัน ซึ่งสารกันเลือดแข็งมันก็จะรบกวนการตรวจวัดค่าต่าง ๆ ในเลือดแตกต่างกันไป เราจึงต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องกับชนิดของการตรวจนั้น ๆ  เพื่อป้องกันปัจจัยที่จะส่งผลต่อค่าการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์


 แต่ละสีต่างกันอย่างไร 
      ในหลอดเลือดแต่ละหลอดจะแตกต่างที่สารกันเลือดแข็งตามที่กล่าวไปในตอนแรกนะครับ โดยแต่ละสีใช้สารกันเลือดแข็งดังนี้ครับ (แค่ส่วนหลัก ๆ ที่ใช้ในงานประจำครับ ปัจจุบันมีหลอดเลือดจำนวนมากที่ถูกพัฒนาขึ้นมาครับ ซึ่งถ้าเป็นหลอดพิเศษมักจะมีคู่มือการใช้งานมาด้วยครับ)
  • สีแดง สีแดงนั้นสารที่อยู่ข้างในนั้นไม่ใช่สารกันเลือดแข็ง (Anti-coagulant) เหมือนกับเพื่อนๆครับ แต่ในนั้นจะเป็นตัวกระตุ้น หรือ  activator  ที่ทำให้เลือดเกิดการแข็งตัวได้เร็วยิ่งขึ้น และนักเทคนิคการแพทย์จะนำส่วนที่เป็น serum มาใช้ตรวจในกลุ่มการดูการติดเชื้อไวรัส  ตรวจมะเร็ง  และฮอร์โมน เป็นตั้น
  • สีเขียว ใช้สารกันเลือดแข็งที่มีชื่อว่า heparin ซึ่งมีคุณสมับติในการยับยั้งการทำงาน thrombinIII หรือ anti-thrombinIII (ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดตัวหนึ่ง) เหมาะกับการตรวจทางด้านเคมี โดยเฉพาะ เช่น การตรวจอิเล็คโทรไรท์ น้ำตาล ไขมัน และเอนไซม์ต่าง ๆ
  • สีม่วง เป็นสารกันเลือดแข็งชนิด EDTA ที่มีคุณสมบัติไปจับกับแคลเซียมเอาไว้ ซึ่งแคลเซียมจำเป็นสำหรับกระบวนการแข็งตัวของเลือดครับ  โดยหลอดเลือดชนิดนี้เหมาะกับการตรวจทางด้านโลหิตวิทยา เช่น CBC, ESR และ น้ำตาลสะสม เป็นต้น เพราะ EDTA จะคงรักษาสภาพของเม็ดได้ดี รูปร่างของเม็ดเลือดจึงยังเหมือนเดิมมากที่สุด 
  • สีฟ้า สารกันเลือดแข็งที่ใช้คือ SODIUM CITRATE ที่จะไปจับกับแคลเซียมเช่นเดียวกับ EDTA แต่ไม่กระตุ้นการทำงานของเกร็ดเลือดซึ่งมีหน้าที่สำคัญในกระบวนการแข็งตัวของเลือดครับ  โดยหลอดสีฟ้านี้เหมาะกับการตรวจการแข็งตัวของเลือดเช่น PT aPTT เป็นต้น
  • สีเทา ในบางโรงพยาบาลจะมีหลอดทีเทา ที่ใช้ NaF เป็นสารกันเลือดแข็งซึ่ง ตัวนี้จะเหมาะกับการตรวจน้ำตาลมากกว่าตัวอื่นเพราะสามารถคงปริมาณน้ำตาลไม่ได้ลดลงได้นานถึง 8 ชม. แต่ในบางที่จะใช้เป็น heparin tube แทนหลอด NaF เพราะ heparin tube ก็สามารถคงสภาพได้เชนกันเพียงแต่ต้องทำการตรวจภาพใน 3 ชั่วโมงครับ


      
     ในผู้ป่วยบางราย หรือเด็กทารกแรกเกิด ที่ไม่สามารถเจาะเลือดได้ตามปริมานที่เพียงพอต่ออัตราส่วนของสารกันเลือดแข็ง เราต้องเลือดใช้หลอดเลือดที่มีขนาดเล็กลงมาตามภาพครับ และนอกจากหลอดเลือดชนิดข้างต้นเป็นหลอดเลือดที่ใช้ทั่วไปครับ ยังมีหลอดเลือดอีกหลากหลายชนิดที่ถูกพัฒนาขึ้นมาตามจุดประสงค์ของการใช้งาน หรือการตรวจชนิดพิเศษอีกมากมายครับ
     





#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#
#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#
#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#
#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#
#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#

การฟอกไตสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มีกี่วิธี?

การฟอกไตมีกี่วิธี? ทำแบบไหนดีกว่ากัน? ค่าใช้จ่ายในการฟอกไต?


       การฟอกไต หรือการฟอกของเสียออกจากเลือดในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำของไตเสื่อมสรรถภาพทั้งแบบเฉียบพลัน และเรื้อรัง ซื้อการฟอกไตสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกันไม่ว่าจะเป็นการฟอกผ่านเส้นเลือด หรือผ่านทางช่องท้อง สำหรับคนที่มีคนในครอบครัวเป็นผู้ป่วยโรคไตที่กำลังจะต้องรับการรักษาโรคไตเรื้อรังคงกำลังมองหาวิธี ผลการรักษา และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการฟอกไต วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับวิธีการฟอกไต 2 วิธีหลัก ๆ ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันกันครับ

การฟอกไต คืออะไร? 
      การฟอกไตคือ การนำเอาของเสียต่าง ๆ และน้ำส่วนเกินที่สะสมในร่างกาย ที่เกิดจากภาวะไตวายจนไม่สามารถกำจัดออกออกเสียเหล่านั้นออกไปได้ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยได้รับการฟอกไตแล้วก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เพียงแต่ต้องทำการฟอกไตเพื่อทดแทนการทำงานของไตอยู่เป็นประจำครับ
   

การฟอกไตมีกี่วิธี?
      ปัจจุบันวิธีการฟอกไตที่ใช้ทั่วไปในโรงพยาบาลของประเทศไทยจะมี 2 วิธีดังนี้ครับ
            การฟอกผ่านทางช่องท้องแบบถาวร  Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis (CAPD) 
                 

        เป็นการฟอกไตทางช่องท้องโดยใช้น้ำยาสำหรับฟอกไตที่เราจะใส่เข้าไปทางช่องท้องผ่านทางสายท่อครับ โดยผู้ป่วยจะต้องฝังท่อไว้ที่ช่องท้องตลอดเวลา และน้ำยาที่เราใส่เข้าไปนั้นก็จะทำการแลกเปลี่ยนของเสียกับสารในน้ำยาฟอกไต เพื่อดึงเอาของเสียจากร่างกาย จากนั้นเราก็ทำการเปลี่ยนน้ำยาในระหว่างวันครับ ซึ่งจะทำวนอย่างงี้ไปเรื่อย ๆ ครับ  วิธีนี้ใช้เวลาครั้งละประมาน 6 ชั่วโมงครับ 
            ข้อดี : สะดวก ผู้ป่วยสามารถทำที่บ้านได้ไม่เสียเวลาเดินทาง และที่สำคัญ ฟรี! เพราะรัฐมีงบประมาณให้สำหรับวิธีนี้เท่านั้นนะครับ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยหรือญาติต้องผ่านการอบรมวิธีการปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก่อนครับ
            ข้อเสีย : มีโอกาสติดเชื้อง่ายได้ง่าย จากการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และไม่สะอาด เพราะเราต่อท่อไว้ตลอดถ้าไม่รักษาความสะอาดดี ๆ อาจจะทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อได้ครับ เราหรือญาติของผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีการใช้งาน และรักษาความสะอาดจากทางโรงพยาบาลและปฏิบัติตามอย่างเคร่งคลัด

           การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (hemodialysis)



            วิธีนี้เป็นการนำของเสีย และน้ำส่วนเกินออกจากเส้นเลือดดำ โดยผ่านตัวกรองที่อยู่ในเครื่องฟอกเลือด ซึ่งการทำงานของเครื่องคือการดึงเอาเลือดออกมาผ่านตัวกรองของเสียจนกลายเป็นเลือดดีจากนั้นจึงส่งกลับเข้ามาในร่างกายของเราครับ วิธีนี้ทำเพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่างจากวิธีแรกที่ต้องทำทุกวัน
            ข้อดี : โอกาสติดเชื้อจากการฟอกน้อยมาก และไม่ต้องทำกาคฟอกทุกวัน
            ข้อเสีย : เสียเวลาเดินทางไปโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายแพงครับ ต่อครั้งประมาณ 1500-2000 บาท สำหรับคนทั่วไปที่มีสามสรถเบิกได้ครับ แต่สำหรับสิทธิข้าราชการ หรือประกันสังคมก็สามารถเบิกได้เช่นกัน

       สำหรับบทความนี้ก็ขอจบไว้เพียงเท่านี้ครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยครับ


#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#
#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#
#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#
#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#
#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#

บทบาทหน้าที่ของนักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาล ต้องทำงานอะไรบ้าง!

        บทบาทหน้าที่ของนักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลจะถูกแบ่งจำแนกเป็นหลาย ๆ หน่วยด้วยกันครับซึ่งก็เพื่อให้การทำงานของกลุ่มงานของนักเทคนิคการแพทย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งเมื่อเราเข้าไปทำงานแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าเราสมัครเข้ามาในตำแหน่งไหน หรือว่าตำแหน่งไหนว่าง  แต่โดยรวมแล้วเราต้องสามารถปฏิบัติงานได้ทั้งหมดนะครับ เพียงแต่ในส่วนลึกหรือความรับผิดชอบ การจัดระเบียบเราก็จะรับผิดชอบเป็นหน่อยงานไป

แบ่งเป็น (คร่าวๆนะครับ แต่ละ รพ. ก็จะมีการจัดที่แตกต่างกันออกไป)

1. งานด่านหน้า หรือ หน่วยงานผู้ป่วยนอก(OPD) 
         ทำหน้าที่เกี่ยวกับจัดการกับสิ่งส่งตรวจ เช่น เจาะเลือด แนะนำผู้ป่วยในการเป็นปัสสาวะ ลงทะเบียนผู้ป่วย เป็นต้นครับ  หลักๆที่นักเทคนิคการแพทย์ทำงานในส่วนนี้จะเป็นการเจาะเลือดของผู้ป่วยและแนะนำการเก็บปัสสาวะครับ นอกจากนั้นยังคอยกำกับดูแลการทำงานของผู้ช่วยในการเจาะเลือดครับตามตัวกฏหมายกำหนดให้ เทคนิคการแพทย์ควบคุมดูแลการทำงานของผู้ช่วยเทคนิคการแพทย์เพราะเป็นผู้ที่มีใบประกอบโรคศิลป์นั่นเอง การลงทะเบียนจัดการเอกสารจะมีเจ้าหน้าที่ธุระการต่างหากครับ

2. ห้องปฏิบัติการกลาง (Central Lab)
        จะเป็นห้องที่รวมงานทางด้านต่างๆที่สามารถรวมไว้เป็นห้องเดียวกันได้ (มีบางงานที่ต้องแยกออกไปเฉพาะ) เพื่อประหยัดเวลา  การจัดแจงอุปกรณ์ต่างๆ ความสะดวกของเจ้าหน้าที่  โดยในห้องนี้จะมีหน่วยงานที่สามารถนำมารวมกันเป็นห้องเดียวกันได้ (บาง รพ. แยกกันก็มีครับ) เช่น งานทางด้านโลหิตวิทยา  งานเคมีคลินิก  งานอิมมูโนโลจี  งานสารน้ำในร่างกาย (ปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง)  ห้องนี้จะได้ทำงานค่อนข้างหลากหลายครับ มีบุคลากรเยอะ ช่วยเหลือกันดีครับ

3.ห้องจุลชีววิทยา
      เป็นห้องที่ทำงานเกี่ยวกับการเพาะเชื้อแบคทีเรีย การวินิจฉัยเชื้อแบคทีเรียและรา จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย มีความสำคัญอย่างมากในขั้นตอนการรักษาครับ เพราะจะทำให้แพทย์สามารถเลือกใช้ยาได้ถูกต้องและเหมาะสมกับอาการของผุ้ป่วย สาเหตุที่ห้องนี้ต้องแยกออกมาจากห้องอื่น ๆ เพราะต้องการความสะอาด ความปลอดเชื้อครับ นั่นเองครับ

4.ห้องธนาคารเลือด 
     ทุกคนคงรู้จักกลุ่มงานนี้ของนักเทคนิคการแพทย์เป็นอย่างดีแน่นอนครับ ซึ่งห้องนี้เป็นห้องที่นักเทคนิคการแพทย์มีบทบาทสำคัญอย่างมากเช่นกันครับ เพราะเลือดที่ได้รับบริจาคมาหรือเลือดที่จะส่งต่อให้กับผู้ป่วยนั่นต้องเป็นเลือดที่ สะอาด สมบูรณ์ และปลอดเชื้อ ซึ่งงนักเทคนิคการแพทย์จะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ตรวจเช็คว่าเลือดเหล่านี้โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อระบุว่าเลือดนั้นมีความปลอดภัยก่อนที่จะส่งต่อให้แก่ผู้ป่วยครับ นอกจากนี้การที่จะนำเลือดของคน ๆ หนึ่งให้กับอีกคนได้นั้น แค่หมู่เลือดตรงกันอยย่างเดียวไม่พอครับ ยังต้องมีการทดสอบความเข้ากันได้ของเลือดเสียก่อนครับ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของเทคนิคการแพทย์นั่นเอง



สำหรับวันนี้ก็มีมาแนะนำเพียงเท่านี้ครับ สำหรับน้องๆก็ โชคดีนะครับหวังว่าคงได้ในห้องที่ตัวเองชื่นชอบ ^_^



เทคนิคการแพทย์ คือ # เทคนิคการแพทย์ทำงานอะไร #เทคนิคการแพทย์ดีไหม #เทคนิคการแพทย์ทำอะไรบ้าง #คณะเทคนิคการแพทย์
เทคนิคการแพทย์ คือ # เทคนิคการแพทย์ทำงานอะไร #เทคนิคการแพทย์ดีไหม #เทคนิคการแพทย์ทำอะไรบ้าง #คณะเทคนิคการแพทย์
เทคนิคการแพทย์ คือ # เทคนิคการแพทย์ทำงานอะไร #เทคนิคการแพทย์ดีไหม #เทคนิคการแพทย์ทำอะไรบ้าง #คณะเทคนิคการแพทย์

ความแตกต่างระหว่าง Leukemoid Reaction และ Chronic myeloid leukemia (CML)

***แก้ไขหน่วยในภาพ cell/ml เป็น cell/ul


Leukemoid Reaction (LR) คือ ภาวะหนึ่งที่ร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดขาวออกมาในปริมาณมาก (>50,000 cell/ul) เพื่อตอบสนองต่อภาวะความผิดปกติบางอย่าง เช่นภาวะการติดเชื้ออย่างรุนแรง (severe infection)  เม็ดเลือดขาวที่เพิ่มขึ้นผิดปกติจำนวนมากจะเป็น mature cells แต่ก็อาจพบเม็ดเลือดขาวระยะตัวอ่อนได้บ้างซึ่งการที่เราพบเม็ดเลือดตัวอ่อนในเลือดจะเรียกว่า Shift to the left  โดยเมื่อส่องดูเสมียร์เลือด (blood smear) ด้วยกล้องจุลทรรศน์แล้วจะพบว่ามีลักษณะที่คล้ายกับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Chronic myeloid leukemia (CML) แต่ก็มีลักษณะที่สามารถทำให้แยกออกจากกันได้ครับโดยการวินิจฉัย LR นั้นจะเป็น exclusion criteria ของมะเร็งเม็ดเลือดขาว CML เช่น ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง เกร็ดเลือด และชนิดของเม็ดเลือดขาวตัวเต็มวัย หรือการเพิ่มขึ้นของค่า Leukocyte alkaline phosphatase (LAP) ใน LR


Chronic myeloid leukemia (CML) เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวในสาย myeloid ชนิดเรื้องรัง โดยผู้ป่วย CML ส่วนใหญ่มีสาเหตุการเกิดโรคมาจากการกลายพันธ์ (mutation) ชนิด transition ระหว่างโครโมโซมคู่ที่ 9 กับ 22  หรือเขียนเป็น t(9,22) เรียกโครโมโซมที่ผิดปกตินี้ว่า Philadelphia chromosome ทำให้พบยีน BCR/ABL gene บนโครโทโซมแท่งนี้ โดยยีนนี้จะผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งส่งผลต่อกระบวนควบคุมการเจริญเติบโต และสสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ในผู้ป่วย CML มีการสร้างเม็ดเลือดขาวออกมาเป็นจำนวนมากในเลือด ซึ่งเม็ดเลือดส่วนใหญ่ก็สามารถเจริญไปเป็นตัวเต็มวัยได้และส่วนมากเป็นเม็ดเลือดขาวชนิด Neutrophil ทำให้การวินิจฉัยจากเสมียร์เลือดนั้นทำได้ง่ายกว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดฉับพลันมากครับ อย่างไรก็ตามเสมียร์เลือดของผู้ป่วย CML จะมีลักษณะที่คล้ายกันกับ Leukemoid Reaction จากที่ได้กล่าวไว้แล้ว



ข้อแตกต่างกันระหว่าง Leukemoid Reaction และ Chronic myeloid leukemia (CML)
                1.Leukocyte alkaline phosphatase (LAP)  score ของ CML จะมีค่าต่ำเพระเซลล์เม็ดเลือดที่เพิ่มจำนวนมากนั้นเป็นเซลล์ที่ผิดปกติทำหน้าที่ไม่ได้
                2.Blood Smear พบว่า Leukemoid Reaction เม็ดเลือดขาวส่วนมากนั้นเป็น Neutrophil เพราะเป็นการตอบสนองต่อการติดเชื้อเท่านั้นครับ ส่วน CML เรายังคงพบ Basophil และ Eosinophil ได้บ้างครับ เพราะเป็นความผิดปกติทั้งสาย myeloid
                3.Red Blood Cells และ Platelet เหตุผลเหมือนข้อสองนะครับ Leukemoid reaction เป็นภาวะตอบสนองต่อการติดเชื้อเท่านั้นครับ ดังนั้น RBCs และ Platelets จะมีค่าที่ปกติครับ ส่วน CML พบว่า RBCs นั้นมีค่าต่ำ ผู้ป่วยจะเป็นภาวะโลหิตจาง(anemia) และ Platelets นั้นจะมีค่าสูงครับ
สุดท้ายนี้ การตรวจหา Ph chromosome นั้นจะค่อนข้างแน่นอนกว่าการวินิจฉัยด้วยวิธีอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามมีการพบว่า ในผู้ป่วย CML บางคนถึงแม้ว่าจะมี BCR/ABL ยีนอยู่แต่ก็ไม่พบว่ามี Philadelphia chromosome ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าการกลายพันธ์ในลักษณะอื่น ๆ ก็สามารถทำให้เกิด CML ได้เช่นกันครับ


แหล่งอ้างอิง

https://www.cancer.org/cancer/chronic-myeloid-leukemia/causes-risks-prevention/what-causes.html


ความแตกต่างระหว่าง Leukemoid Reaction และ Chronic myeloid leukemia(CML)
Leukemoid Reaction#Leukemoid Reaction#Leukemoid Reaction คืออะไร
Chronic myeloid leukemia(CML)#Chronic myeloid leukemia(CML)# CML คืออะไร

การตรวจ NIPT หรือ Non-Invasive Prenatal Testing คืออะไร?

NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) การตรวจทางเลือกที่ปลอดภัยและแม่นยำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ การตรวจคัดกรองก่อนคลอดบุตรมีความสำคัญอย่างมากในกา...