การตรวจน้ำตาลปลายนิ้วคืออะไร และวิธีการทำด้วยตนเองทำอย่างไร


การตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว คืออะไร
       การตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว คือ การวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่า glucometer หรือ เครื่องตรวจน้ำตาลชนิดพกพา โดยใช้เลือดเพียงหยอดเดียวจากการเจาะที่ปลายนิ้วครับ โดยวิธีนี้เราสามารถทำการตรวจได้ด้วยตนเองที่บ้านเพียงแค่มีชุดอุปกรณ์ glucometer ที่ในปัจจุบันเราสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือร้านขายยาทั่วไป ราคาเริ่มตั้งแต่พันต้น ๆ ครับ

ตรวจน้ำตาลปลายนิ้วมีประโยชน์อย่างไร ?
       วิธีการตรวจน้ำตาลปลายนิ้วถูกพัฒนาจนมีความแม่นยำ และน่าเชื่อถือสูงไกล้เคียงกับการตรวจโดยห้องปฏิบัติการทางการแพทย์เลยทีเดียวครับ ซึ่งประโยชน์ของการตรวจน้ำตาลปลายนิ้วจริง ๆ คือความสะดวก และสามารถทำได้ด้วยตนเอง หรือตัวผู้ป่วยเองที่บ้าน เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานติดตามการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองจากปัจจัยต่าง ๆ เช่นการรับประทานอาหาร หรือ การฉีดฮอร์โมนอินซูลิน นอกจากผู้ป่วยเบาหวานแล้ว ผู้ที่พบว่ามีอาการผิดปกติจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ และสูงอยู่บ่อยครั้ง ก็สามารถใช้วิธีการเจาะตรวจน้ำตาลปลายนิ้วเพื่อติดตามระดับน้ำตาลในเลือดของตนได้ ณ เวลานั้นเพื่อรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ด้วยครับ

วิธีการตรวจน้ำตาลปลายนิ้วด้วยตนเอง
       สำหรับวิธีการตรวจน้ำตาลปลายนิ้วด้วยตนเองมีขั้นตอนดังนี้ครับ
1. ทำความสะอาดบริเวณปลายนิ้วที่จะทำการเจาะเลือดสำหรับตรวจด้วย 70% แอลกอร์ฮอล รอให้แห้ง
2. ทำการสะกิดบริเวณปลายนิ้วที่ทำความสะอาดแล้วด้วยเข็ม หรอือาจใช้ตัวเจาะปลายนิ้วเฉพาะที่ได้มาจากเครื่องก็ได้ครับ
3  ทำการบีบเลือดออกมา และเช็ดเลือดหยดแรกทิ้งไปด้วยสำลีสะอาด จากนั้นจึงบีบเลือดหยดที่สอง
4. ทำการหยดเลือดลงในช่องของแผ่นตรวจ (strip) จากนั้นรอให้เครื่อง glucometer อ่านค่าน้ำตาล ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
5. ใช้สำลีวางไว้บนลอยแผลแล้วกดไว้สัก 3-5 นาทีเพื่อให้แผลปิดสนิท




ปล. การเตรียมเครื่อง glucometer ทำโดยการเสียบแผ่นตรวจเข้ากับตัวเครื่อง ทิ้งไว้สัก 5 วินาทีจนเครื่องขึ้นสัญญานให้เราหยดเลือดลงในแผ่นได้ครับ

ปล2. เครื่อง glucometer เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์เช่นเดียวกับที่ใช้ในห้องแล็บของ รพ. จึงจำเป็นต้องมีการตรวจเช็คสภาพเครื่องอยู่เสมอด้วยครับ จึงจะได้ค่าที่มีความถูกต้องแม่นยำ ควรปฏิบัติตามคู่มืออย่างเคร่งคลัดนะครับ



การตรวจเลือดดูการทำงานของไต (Renal Function Test)

From : Wikimedia Commons
       ไต เป็นอวัยวะมีหน้าที่หลักในการกรองของเสีย และรักษาดุลยภาพของสารในร่างกายตัวอย่างเช่น เกลือแร่ (โซเดียม และโพแทสเซียม) ความผิดปกติของไตจะส่งผลให้การทำหน้าที่หลักของไตลดลงตั้งแต่ระดับเบื้องต้น เสื่อมสภาพเรื้อรัง จนถึงการวายของไตอย่างเฉียบพลัน ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้จะส่งผลต่อค่าสารในร่างกายทำให้มีระดับที่สูง หรือต่ำกว่าปกติ 
       ในปัจจุบันการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมิณการทำงานของไตก็ได้แก่การตรวจเลือดหาค่า BUN, Creatinine และ Glomerular filtration rate (GFR) และการตรวจปัสสาวะ(Urine analysis)


1. Blood Urea Nitrogen (BUN)
     BUN เป็นของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญโปรตีนในร่างกาย และจะถูกกำจัดออกจากร่างกายผ่านทางไต เมื่อปริมาณ BUN ในเลือดสูงขึ้นอาจเปิดจากการกำจัดสารออกจากร่างกายได้ไม่ดี หรือการทำงานของไตมีปัญหานั่นเอง 

     ค่าปกติ : 7 - 25 mg/dl    
    ค่าสูง   การทำงานของไตผิดปกติ หรือการรับประทานอาหารประเภทโปรตีนมากเกินไป  หรือยาบางชนิด
     ค่าต่ำ   บ่งชี้ว่าขาดอาหาร การดูดซึมอาหารไม่ดี ตับเสีย

2. Creatinine
      Creatinine เป็นของเสียที่เกิดจากเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ และสามารถพบได้ในเลือดซึ่งจะถูกขับออกทางไต เมื่อการทำงานของไตผิดปกติก็จะส่งผลต่อการกำจัด creatinine ในเลือดด้วย ทำให้ระดับของ creatinine ผิดปกติไป จึงใช้ค่านี้บ่งชี้ภาวะการทำงานของไตได้

    ค่าปกติ : 0.7 - 1.4 mg/dl
    ค่าสูง  สูงควบคู่ BUN บ่งบอกถึงการทำงานของไตที่เสื่อมสภาพจากภาวะบางอย่าง
    ค่าต่ำ  พบได้ใน โรคไต โรคตับ

3. Estimated Glomerular Filtration Rate (eGFR)
      GFR  เป็นค่าประมาณอัตราการกรอวของเสียของไต โดยทำการคำนวณจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ ผลการตรวจระดับ creatinine อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง ออกมาเป็นตัวเลข โดยมีค่าปกติประมาณ 90-120  หากพบว่ามีค่า GFR ต่ำกว่า  60 อาจบ่งบอกถึงอาการแรกเริ่ทของโรคไตได้ครับ

4. Urine Analysis for Albumin
      Albumin เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกายของเรา และสามารถพบได้ในระบบเลือด เมื่อมีการหลุด หรือพบโปรตีนในปัสสาวะปริมาณมาก อาจบ่งบอกถึงอัตราการกรองของไตที่เริ่มเสื่อมลงได้ครับ  

การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ (Liver function test)

   
     ตับ (liver) เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งในร่างกายมีหน้าที่ในการกำจัดสารพิษที่อันรายต่อร่างกาย รวมถึงยาต่าง ๆ ที่ร่างกายได้รับส่วนเกินก็จะถูกกำจัดออกโดยตับ นอกจากนั้นตับยังมีหน้าที่ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการสังเคราะห์โปรตีน เอนไซม์ หรือไขมัน

     การตรวจการทำงานของตับ หรือ Liver function test คือการตรวจเพื่อ ตรวจวินิจฉัย ประเมิณ หรือติดตามการรักษาโรคตับ (liver diseases) หรือการอักเสบของเนื้อเยื่อตับจากปัจจัยต่างๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบ พิษสุราเรื้อรัง และการได้รับยาอย่างต่อเนื่องในปริมาณมาก ๆ ซึ่งการตรวจก็สามารถตรวจได้จากเจาะเลือดตรวจสารบ่งชี้ความผิดปกติ เพื่อประเมิณเบื้องต้นได้ โดยในการตรวจกลุ่มนี้ก็จะประกอบด้วยสารบ่งชี้หลายชนิดด้วยกัน ได้แก่

1. Alanine aminotransferase (ALT)
      ALT หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Serum Glutamic Pyruvic Transaminase (SGPT) เป็นเอนไซม์ตัวหลักที่พบได้ในตับ ดังนั้นเมื่อเกิดความผิดปกติของตับจึงทำให้สามารถตรวจพบ ALT สูงขึ้นมากกว่าปกติในเลือดได้ และ ALT ถือเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีสำหรับการตรวจประเมิณการอักเสบของตับ (hepatitis)

      ค่าปกติ : 0 - 48 U/L
      ค่าสูง พบใน โรคตับ หรือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B virus) จะสูงถึง 40 เท่า

2. Aspartate aminotransferase (AST)
       AST หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Serum Glutamic Oxalocetic Transaminase (SGOT) เป็นเอนไซม์ที่พบได้ในตับเช่นเดียวกับ ALT แต่ AST มีความจำเพาะต่อตับน้อยกว่า ALT เนื่องมาจาก AST เป็นเอนไซม์ที่ยังสามารถพบได้ในอวัยวะอื่น ๆ ได้เช่นกัน เช่น หัวใจ หรือกล้ามเนื่อลาย โดยปกติมักตรวจคู่กับ ALT เพื่อประเมิณการทำงานของตับเบื้องต้น

      ค่าปกติ: 0 - 42 U/L
      ค่าสูง พบใน ภายหลังภาวะ Heart Attack , โรคตับ, โรคการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ


3. Alkaline phosphatase (ALP)
      ALP เป็นเอนไซม์ที่พบได้มากในเซลล์เยื่อบุผิวของท่อน้ำดีที่อยู่ในตับ ดังนั้นเมื่อเกิดการอุดตันท่อน้ำดีก็จะทำให้เกิดการอักเสบเซลล์เยื่อบุผิวของท่อน้ำดีและทำให้ ALP นั้นถูกปล่อยออกมามากทำให้เราสามารถตรวจพบ ALP เพิ่มสูงขึ้นในกระแสเลือดได้นั่นเอง อย่างไรก็ตามในกระดูกก็พบว่ามีการสร้าง ALP ออกมาได้เช่นกัน

      ค่าปกติ : 20 - 125 U/L     ค่าสูง  เป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะการอุดตันของท่อน้ำดี 
     ค่าต่ำ  เป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะขาดโปรตีน ขาดอาหาร ขาดวิตามิน

4. Albumin     albumin เป็นโปรตีนส่วนใหญ่ที่พบในกระแสเลือด ถูกสร้างมาจากตับ โดยปกติแล้ว albumin ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมแรงดันออสโมติกของเลือด และทำหน้าที่เป็นโปรตีนตัวพา (carrier) ของสารโมเลกุลที่ไม่ชอบละลายในน้ำ เช่น steroid hormone ซึ่งจะทำให้ hormone เหล่านั้นละลายในน้ำและไหลไปตามกระแสเลือดสู่อวัยวะเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     ค่าปกติ: 3.2 - 5.0 g/dl     ค่าต่ำ แสดงถึง ภาวะขาดอาหาร ท้องเสีย ไข้ ติดเชื้อ โรคตับ ขาดสารอาหารประเภทเหล็ก


5. Albumin/Globulin Ratio (A/G ratio)
      A/G ratio เป็นอัตราส่วนของโปรตีน 2 ชนิดที่สำคัญที่อยู่ในเส้นเลือด ได้แก่ Albumin ต่อ Globulin ซึ่งทั้งสองตัวถูกสร้างโดยตับ ดังนั้นเมื่ออัตราส่วนของทั้งสองโปรตีนผิดปกติไปบ่งบอกถึงภาวะการทำงานของตับผิดปกติได้ หรือภาวะการติดเชื้อบางชนิด บางครั้งก็ตรวจในรายการ total protein (TP) ไปเลยก็ได้ครับ

     ค่าปกติ : 0.8 - 2.0
     ค่าต่ำ พบได้ในโรคที่เกี่ยวข้องกับตับ ไต และการติดเชื้อบางชนิด
     ค่าสูง เกินไปไม่มีความสำคัญมากนัก

6. Bilirubin
     Bilirubin เป็นสารที่เกิดจากขบวนการสลายฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุหรือเม็ดเลือดแดงที่แตกสลายจากภาวะบางอย่าง โดยขบวนการนี้เกิดขึ้นที่ม้าม หลังจากนั้น bilirubin จะถูกส่งมาที่ตับและตับจะขับสารนี้ออกจากเลือดทางน้ำดี ซึ่ง bilirubin เป็นตัวบ่งชี้ให้ทราบถึงภาวะการทำงานของตับได้เช่นกัน

     ค่าปกติ : 0 - 1.3 mg/dl
     ค่าสูง การทำงานของตับผิดปกติเช่น ตับอักเสบ ภาวะตับล้มเหลว และท่อน้ำดีอุดตับทำให้ตับไม่สามารถกำจัด bilurubin ออกจากร่างกายได้ หรือภาวะเลือดถูกทำลายมากเกินไปตับไม่สามารถกำจัดออกได้ทันนั่นเอง

     สำหรับการตรวจหลักที่ใช้ทั่วไปในการวินิจฉัยการทำงานของตับด้วยการตรวจทางเลือดก็มีดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามยังมีการทดสอบอื่น ๆ อีกที่ใช้ในการวินิจฉัย ขึ้นอยู่กับสภาพ และการตัดสินใจของแพทย์ผู้ตรวจครับ สุดท้ายนี้อย่าลืมนะครับว่าผลเลือดที่ได้ควรให้แพทย์ผู้ทำการรักษาแปลผลร่วมกับอาการเพื่อทำการวินิจฉัยถึงสาเหตุของความผิดปกติที่พบในเลือด เราไม่สามารถแปลผลได้เองจากเลือดครับ เพราะอาจผิดพลาดได้

การตรวจ NIPT หรือ Non-Invasive Prenatal Testing คืออะไร?

NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) การตรวจทางเลือกที่ปลอดภัยและแม่นยำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ การตรวจคัดกรองก่อนคลอดบุตรมีความสำคัญอย่างมากในกา...