โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) คืออะไร?

   

           โรคเบาหวานเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในประชากร โดยพบประมาณ 1-3% ของประชากรไทยและส่วนมากจะพบในผู้สูงอายุ โดยโรคเบาหวานนั้นเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถรักษาระดับน้ำตาลในร่างกาย(เลือด)ได้อย่างปกติ ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ คือมี ค่าน้ำตาลหลังอดอาหารมาแล้ว 8 ชั่วโมง หรือ Fasting blood glucose มากกว่า 100 mg/dL

           ระดับน้ำตาลในเลือดถูกควบคุมโดยการทำงานของฮอร์โมนที่ชื่อว่า อินซูลิน(Insulin) และกลูคากอน(glucagon) แต่ตัวที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานคือ การทำงานที่ผิดปกติของฮอรโมนอินซูลินทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆในร่างกาย ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงนั่นเองเพราะอินซูลินมีหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ ------> สาเหตุที่ทำให้ระบบการทำงานของอินซูลินผิดปกติมีหลายสาเหตุทำให้เราแบ่งโรคเบาหวานออกเป็น 2 ชนิดหลักๆตามสาเหตุและกลไกความผิดปกติ

               โรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 : เชื่อกันว่ามีสาเหตุมาจากพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ หรืออาจเกิดจากความผิดปกติที่ร่างกายไปสร้าง antibody ทำลาย beta cells ในตับอ่อนซึ่งเป็นอวัยวะที่สร้างอินซูลิน -----> ดังนั้นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นั่นจะพบมากกับเด็กหรือคนที่มีอายุยังไม่มาก โดยผู้ป่วยจะต้องรับการฉีดฮอร์โมนอินซูลินตลอดชีวิต
               โรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 : เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน(insulin resistance) ทำให้ร่างกายไม่มีการตอบสนองต่ออินซูลินแต่ร่างกายยังมีการสร้างอินซูลินปกติ หรือบางรายอาจพบว่าเกิดจากภาวะการสร้างอินซูลินต่ำทำให้ร่างกายกำจัดน้ำตาลออกจากกระแสเลือดได้ไม่ดี ซึ่งสาเหตุมาจากความเสื่อม ของ beta-cells ในตับอ่อน -----> จึงพบอุบัติการ์ณของเบาหวานชนิดที่ 2 มากในผู้สูงอายุนั่นเอง

อาการของโรคเบาหวาน
           มีอาการของผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนหนึ่งที่มักจะพบบ่อยและเราสามารถนำอาการเหล่านี้ไปสังเกตตนเองและคนไกล้ตัวได้เบื้องต้น แต่ทั้งนี้ระดับของอาการนั่นจะแตกต่างกัน หรืออาการที่แสดงออกอาจไม่เหมือนกัน อาการเหล่านี้ได้แก่
  1. ถ่ายปัสสาวะบ่อย น่าจะสังเกตด้วยตนเองได้ง่ายสุดแล้วครับ
  2. กระหายน้ำผิดปกติ และหิวตลอดเวลา
  3. รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อย
  4. น้ำหนักลดผิดปกติ(มักพบในเบาหวานชนิดที่ 1)
  5. ตามัว (ภาวะแทรกซ้อน) ถ้ามีอาการนี้ควรรีบพบแพทย์เลยนะครับ แสดงว่ามีการดำเนินของโรคมาไกลแล้วพอสมควร
  6. มีแผลที่หายยาก
  7. เหน็บชาที่มือและเท้า
  8. มีการติดเชื้อได้ง่าย
          อาการดังกล่าวข้างต้นโดยปกติแล้วผู้ป่วยโดยทั่วไปมักจะไม่แสดงอาการในระยะแรกๆ จนเมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์มักจะเป็นมากแล้วจนมีโรคหรือ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน  ตามมา เช่น จอตาเสื่อม ไตเสื่อม เป็นต้นครับ  ดังนั้นเราจึงจำเป็นมั่นตรวจสุขภาพประจำปีนะครับ จะดีกับตัวเรามากที่สุด อย่าให้เกิดเหตุการ์ณที่ต้องไปพบแพทย์ด้วยอาการเล็กๆน้อยๆแล้วต้องมาทราบว่าเราเป็นโรคเรื้องรังนะครับ

ความอันตรายของโรคเบาหวาน (Complications of DM)
            ระดับน้ำตาลที่เพิ่มสูงขึ้นในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานรักษาได้โดยการควบคุมหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของเราเป็นหลัก แต่ระดับน้ำตาลในเลือกนั่นไม่ได้มีความอันตรายต่อผู้ป่วยโดยตรงเพียงแค่ควบคุมให้อยู่ในระดับที่แพทย์สั่งเท่านั้น จะมีอันตรายก็ต่อเมื่อมันเพิ่มขึ้นสูงหรือลดลงต่ำจนถึงค่าวิกฤต(critical value) จนอาจทำให้เกิดอาการช็อคได้   แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานคือ ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน หรือ Complications of DM  ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานเสียชีวิต อาการเหล่านี้ได้แก่

  1. Retinopathy : จอตาเสื่อมและนำไปสู่ตาบอด
  2. Nephropathy : นำไปสู่ไตวายในที่สุด 
  3. Neuropathy : มีความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น มือ เท้ามีอารการชา ไร้ความรู้สึก 
  4. Altherosclerosis : ผู้ป่วยมีปัญหาทางระบบหลอดเลือดทั้งเส้นเลือดขนาดใหญ่ ที่จะนำไปสู่หลอดเลือดอุดตันเฉียบพลันจนเกิดหัวใจขาดเลือดได้ และเส้นเลือดขนาดเล็กที่เป็นสาเหตุของอาการแทรกซ้อนในข้อ 1-3 ข้างต้น 
              นอกจากนั้นการที่แผลของผู้ป่วยหายช้าก็เป็นผลมาจากหลอดเลือดที่ผิดปกตินี้เช่นกัน โดยคาดว่าสาเหตุเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้เป็นผลมาจากภาวะ hyperlipidemia และ protein glycation product ที่มักพบในผู้ป่วยเบาหวานส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว และ metabolism ของเซลล์ผิดปกติไป

              รู้แบบนี้แล้วเราควรสังเกตตัวเอง และมั่นตรวจสุขภาพอยู่เสมอนะครับ ไม่งั้นคุณอาจจะต้องอยู่กับภาวะน้ำตาลในเลือดสูงพร้อมกับโรคภัยต่างๆเพิ่มขึ้นมาจากภาวะแทรกซ้อนนี้นะครับ ตรวจสุขภาพง่ายนิดเดียวยอมเสียเวลาซักนิด


#โรคเบาหวาน คืออะไร #โรคเบาหวานอันตรายไหม#ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน#เบาหวน#น้ำตาล#ทำไมคนเป็นเบาหวานแผลหายช้า#เบาหวาน ตาบอด ตามัว#
#โรคเบาหวาน คืออะไร #โรคเบาหวานอันตรายไหม#ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน#เบาหวน#น้ำตาล#ทำไมคนเป็นเบาหวานแผลหายช้า#เบาหวาน ตาบอด ตามัว#
#โรคเบาหวาน คืออะไร #โรคเบาหวานอันตรายไหม#ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน#เบาหวน#น้ำตาล#ทำไมคนเป็นเบาหวานแผลหายช้า#เบาหวาน ตาบอด ตามัว#
#โรคเบาหวาน คืออะไร #โรคเบาหวานอันตรายไหม#ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน#เบาหวน#น้ำตาล#ทำไมคนเป็นเบาหวานแผลหายช้า#เบาหวาน ตาบอด ตามัว#

DNA ตอนที่ 2 : DNA ทำงานอย่างไร

ภาพจาก : http://science.howstuffworks.com/life/cellular-microscopic/dna4.htm

Chromosome , gene , DNA คืออะไร
        คำเหล่านี้เราคงคุ้นหูมานานแล้ว แต่เราแยกออกหรือไม่ว่าจริงๆแล้ว chromosome , gene และ DNA นั้นมันคือส่วนไหน?  ในความเป็นจริงแล้วทั้งสามสิ่งนี้มันก็คือสิ่งเดียวกันนั่นแหละครับ เพียงแต่เรามักจะพูดในมุมมองคนละมุมมองเวลาทำความเข้าใจแค่นั้นเอง โดย DNA จะประกอบด้วย nucleotide จำนวนมากมาต่อกันเป็นสายยาวๆ ยาวมากๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็จะขดๆรวมกันแน่นๆกับ protein ที่ชื่อว่า histone กลายเป็น Chromosome ทีนี้เนี่องจาก DNA หากนั้นเป็นคู่เบสแล้วมันมีจำนวนมากถึง 3 พันล้านคู่เบสเลยทีเดียว มันเลยแยกเก็บครับ เป็น Chromosome ทั้งหมด 46 แท่ง 

         แล้ว gene อยู่ส่วนไหนของทั้งสองสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น?  gene ก็คือลำดับเบสจำนวนหนึ่งครับ เช่น gene A มี 3,000 คู่เบส อยู่บน chromosome คู่ที่ 3 เป็นต้น   จากคำอธิบายข้างต้นคงพอเข้าใจนะครับว่าทั้งสามสิ่งนี้มันคือสิ่งเดียวกับ ต่อมาเราก็มาดูว่ามันทำหน้าที่กันอย่างไรครับ

DNA ทำงานอย่างไร : How DNA works?
              DNA เป็นสารพันธุกรรมที่เก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเราไว้ในรูปแบบของรหัส(genetic codes) หรือที่เรารู้จักกันคือ gene นั่นเองครับ โดยรหัสเหล่านี้เป็นรหัสสำหรับกรดอะมิโน(amino acid)แต่ละตัว ที่จะถูกนำมาต่อกันและกลายเป็นโปรตีน(protein) ซึ่งโปรตีนเหล่านี้มีหลายชนิดมากมายและทำหน้าที่ได้หลากหลาย และจากการทำหน้าที่ของโปรตีนเหล่านี้เองที่กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิต หน้าที่ของโปรตีนมีดังนี้
  • Enzymes ทำหน้าที่ต่างๆมากมายภายในเซลล์ รวมถึงใน ขบวนการเพิ่มจำนวนของ DNA เอง 
  • Structural proteins เป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างต่างๆของร่างกาย (collagen และ keratin) 
  • Transport proteins เช่น oxygen-carrying hemoglobin ในเม็ดเลือดแดง 
  • Contraction proteins ในกล้ามเนื้อ actin และ myosin
  • Hormones เป็นสารที่ไปควบคุมการทำงานของเซลล์อื่นๆ เช่น insulin, estrogen, testosterone, cortisol 
  • Protective proteins เช่น antibodies ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
                จาก function การทำงานของโปรตีน เหล่านี้เองที่ก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิต เพราะโปรตีบควบคุมทั้ง การเพิ่มจำนวนของ DNA การแบ่งเซลล์ และการพัฒนาการของเซลล์ รวมถึงโครงสร้างและรูปร่างของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ และ ยังทำให้แต่ละคนหรือแต่ละสิ่งมีชีวิตมีความแตกต่างกัน  แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม


Genetic Codes 
             genetic code  คือ ลำดับเบส(พวก A,T,C,G,U) บน  polynucleotide ดังเช่นในรูปภาพข้างล่างครับ โดย สามลำดับเบส(codon) จะหมายถึงกรดอะมิโนหนึ่งชนิด กรดอะมิโนแต่ละชนิดก็จะถูกนำมาต่อกันตามลำดับเบสบน DNA ช่วงนั้น(gene)  เรื่อง codon กับ กรดอะมิโน จะกล่าวถึงละเอียดอีกทีภายหลังครับ

ภาพจาก : http://science.howstuffworks.com/life/cellular-microscopic/dna4.htm

จาก DNA สู่ Protein
            ใน DNA จะมีรหัสสำหรับใช้ในการสร้างโปรตีนอยู่ดังที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งก่อนที่จะมีการสร้างโปรตีนนั้นจะต้องมีขบวนการถอดรหัสเหล่านั้นออกมาจาก DNA ก่อนเพราะเซลล์จะไม่ใช้รหัสจาก DNA โดยตรงเป็นแม่แบบสำหรับการสร้างโปรตีน เราเรียกขบวนการถอดรหัสนั้นว่า Transcription ได้ออกมาเป็น mRNA แม่แบบสำหรับการนำไปสร้างเป็นโปรตีน ซึ่งจะถูกส่งออกมาที่ cytoplasm โดยการทำงานร่วมกันของ tRNA และ Ribosome ในการนำกรดอะมิโนมาต่อกันตามลำดับเบสที่ถอดออกมาจาก DNA เราเรียกขบวนการนี้ว่า Translation สุดท้ายได้ออกมาเป็นโปรตีนในที่สุด ซึ่งโปรตีนเหล่านั้นจะต้องไปผ่านขบวนการทางเคมีอีกมากมายเพื่อที่จะเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่ได้อย่างจำเพาะ ดังเช่นในรูปข้างล่างครับ สรุปแล้ว จาก DNA สู่ protein เราเรียกรวมว่า Central dogma ครับ

#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#

ออทิสติค (autism) คืออะไร : Autism Spectrum Disorder (ASD)

d ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ที่มาภาพ : http://theinspirationroom.com/daily/2009/treehouse-talk-about-autism/

             Autism spectrum disorder (ASD) หรือที่คนไทยคุ้นหูว่า ออทิสติค เป็นความผิดปกติ (syndrome) ในด้านการพัฒนาการทางระบบประสาท (neurodevelopment disorder) ที่ส่งผลให้เกิดลักษณะทางพฤติกรรมที่ผิดปกติ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสังคม (social interaction) ด้านภาษาและการสื่อสาร (language and communication) และ ด้านพฤติกรรมแบบซ้า (repetitive-restrictive behaviors) โดยช่วงระหว่างปี 1991 ถึง 1997 พบว่ามีความชุก(prevalence) ของโรคเพิ่มสูงมากถึง 556% โดยการเพิ่มขึ้นนี้สูงกว่าโรคมะเร็ง หรือว่า Down syndrome เสียอีก โดยความผิดปกติในกลุ่มของ ASD จะถูกแบ่งตามลักษณะทางพฤติกรรม 3 ด้านดังที่กล่าวไปข้างต้น โดย Diagnostic and Statistical Manual of mental disorder, Fourth Edition ,Text Revision (DSM-IV-TR) ได้มีแบ่ง ASD ออกเป็น 5 Subtype ดังนี้                  
                    1)autistic disorder หรือ classic autism
                    2)Asperger disorder
                    3)disintegrative disorder
                    4)PDD not otherwise specified
                    5)Rett syndrome

            แต่ปัจจุบัน DSM-V ได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่โดยการวินิจฉัยจะสรุปรวมกันทั้งหมดว่ามีความผิดปกติเป็น ASD ซึ่งจะอาศัยความผิดปกติพฤติกรรม 2 คือ ด้านสังคมทีถูกรวมกับด้านภาษาและการสื่อสารจัดเป็นความผิดปกติด้านเดียวกัน โดย ASD ที่ถูกจัดใหม่นี้จะมาจัดแยกกันโดยแบ่งระดับความรุนแรงเป็น 3 ระดับ การจัดให้ผู้ป่วยทั้งหมดถูกวินิจฉัยว่าเป็น ASDs เหมือนกันนั้นจะทาให้ง่ายในการกาหนดและเลือกกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาทางด้าน ASDs ที่มีความซับซ้อนและมีความหลากหลายทางด้าน phenotype ส่วนกลไกลักษณะการเกิดความผิดปกตินี้มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมายทั้งทางด้านพันธุกรรม หรือสิ่งแวดล้อมล้วนส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางการพ มนาการของระบบประสาทได้ทั้งสิ้น ซึ่งนี้ก็ทาให้ ASDห เป็นความผิดปกติที่มีลักษณะการแสดงออกที่หลากหลาย (wide-ranging phenotype) และมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน และสาเหตุของ ASDs นั้นไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงสาเหตุเดียว แต่เชื่อว่าความผิดปกตินี้มีหลายๆสาเหตุเกิดร่วมกันทั้งจากพันธุกรรม (genetic) อิพิเจเนติค (epigenetic) หรือ สิ่งแวดล้อม(environment factor) ยกเว้นความผิดปกติที่เรียกว่า Rett syndrome โดยปัจจุบันเป็นที่ทราบกันแล้วว่าเกิดจาก de novo mutation หรือ microdeletion ของ methyl-CpG-binding protein2 (MeCP2) gene บน Xq28 ปัจจุบันมีหลักฐานทางงานวิจัยมากมายที่บ่งบอกว่าปัจจัยทางด้านพันธุกรรมโดยมีหลายยีนที่มีความเกี่ยวข้องกัน(multiple genetic factor) น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทาให้เกิดของ ASD

               ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาการเพิ่มขึ้นของอุบัติการ์ณ(incidence) ของ ASD เป็นที่น่าสนใจอย่างมาก โดยในอดีตนั้นเราจะพบคนเป็น ASD เพียง 2-5 จากประชากร 10,000 คน แต่ปัจจุบันเราสามารถพบคนที่เป็น ASD ได้1-2 คนจาก 1,000 คน ของ autistic disorder และ 6-10 คนจาก 1,000 คนสาหรับ subtype อื่นๆ นั้นแสดงให้เห็นว่าการวินิจฉัยและการรักษาความผิดปกติของ ASD นั้นยังมีความไว(sensitivity) และความจาเพาะ(specificity) เพียงพอสาหรับลักษณะของโรคที่เป็น wide-ranging phenotype นักวิจัยจึงพยายามที่จะหาความสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยง(risk factor) ต่างๆกับ ASD เพื่อที่หา biomarkers ที่มีความจาเพาะและความไวมากพอที่จะใช้ในการวินิจฉัยความผิดปกติและให้การรักษาอย่างเหมาะสมกบัลักษณธของแต่ละบุคคลและรักษาได้อย่างทันท่วงที เพราะปกติแล้ว ASD มักจะไม่แสดงอาการความผิดปกติออกมาจนกระทั่งอายุได้ประมาณ 2 ขวบ นั้นหมายความว่าเด็กมีการพัฒนาการทางระบบประสาทที่ผิดปกติไปแล้วนั่นเอง

ที่มาภาพ : http://www.nbcnews.com/health/kids-health/treating-infants-autism-may-eliminate-symptoms-n198671

 ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร

DNA ตอนที่ 1 : DNA คืออะไร และโครงสร้างของ DNA

สารพันธุกรรม (genetic materials) หมายถึงสารที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งสิ่งมีชีวิตระดับโปรคาริโอต (prokaryote) และยูคาริโอต (eukaryote) โดยสารพันธุกรรมประกอบด้วย ดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid หรือ DNA) และอาร์เอ็นเอ (ribonucleic acid หรือ RNA) การเก็บรักษาข้อมูลพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการเรียงลำดับของหน่อยย่อยที่สุดของ DNA และ RNA อย่างเป็นระเบียบและมีความหมาย ซึ่งหน่อยย่อยของดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอเราเรียกว่า นิวคลีโอไทด์ (nucleotide) สิ่งมีชีวิตจะทำการแปลรหัสข้อมูลนิวคลีโอไทด์เหล่านี้ออกมาเป็นโปรตีนเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ ของเซลล์หรือร่างกายของสิ่งมีชีวิตต่อไปผ่านการทำงานร่วมกันตั้งแต่ DNA RNA ไปจนถึงขั้นตอนการสั่งเคราะห์โปรตีน อย่างไรก็ตามสิ่งมีชีวิตบางประเภทจะเก็บข้อมูลพื้นฐานของตัวเองในรูปแบบของ RNA เท่านั้น เช่นไวรัสในกลุ่มรีโทรไวรัส หรือที่เรารู้จักกันดีก็คือไวรัสโควิด

ภาพที่ 1 แสดงโครงสร้างจำลองของ DNA
ที่มาภาพ : http://becuo.com/red-dna-wallpaper

  DNA (deoxyribonucleic acid )  
         
    DNA เป็นสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดบนโลกนี้ยกเว้น ไวรัสบางชนิดจะมี RNA เป็นสารพันธุกรรม แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่า DNA คืออะไร โครงสร้างเป็นอย่างไร และทำหน้าที่เป็นสารพันธุกรรมได้อย่างไร เก็บข้อมูลลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอย่างไร
    DNA หรือ deoxyribonucleic acid ซึ่ง DNA จัดเป็นสารชีวโมเลกุลชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า กรดนิวคลีอิค เช่นเดียวกับ RNA  ซึ่ง DNA มีโครงสร้างที่เกิดจาก polymer strand 2 สายมาเชื่อมติดกันและบิดเป็นเกลียว (double-helix) โดย polymer strand นั้นเกิดจากหน่วยย่อย (monomer) ที่ชื่อว่า nucleotides  หลายๆโมเลกุลมารวมตัวกันเกิดเป็น polynucleotide โดยสรุปแล้วนิยามโครงสร้างของ DNA คือ DNA เกิดจาก polynucleotide 2 สายมาเชื่อมต่อกันด้วยพันธะไฮโดรเจน (H-bone) และเกิดการบิดเป็นเกลียว (double-helix)
 ที่มาภาพ : http://discoveryexpress.weebly.com/homeblog/catching-a-criminal-fingerprintingintro-to-dna

 Nucleotide  ประกอบด้วยสาร 3 ชนิดคือ น้ำตาล (deoxyribose) , หมู่ฟอสเฟส และ เบส 
  1. น้ำตาล deoxyribose คือน้ำตาล ribose ที่ถูกดึงออกซิเจน (O) ออกจากหมู่ OH ที่ คาร์บอน (C) ตำแหน่งที่ 2 ของโมเลกุลน้ำตาล ribose
  2. ไนโตรจีนัสเบส (Nitrogenous base) ประกอบด้วยเบสสองชนิดคือ purine (A, G) และ pyrimidine (C, T, U) โดยเบสเหล่านี้จะต่ออยู่กับ คาร์บอน (C) ตำแหน่งที่ 1 ของน้ำตาล deoxyribose ซึ่งเบสเหล่านี้เองที่เป็นตัวสร้างพันธะไฮโดรเจนระหว่างเบสของ polynucleotide ทั้งสองสาย โดยเบส A จะสร้างพันธะไฮโดรเจน 2 พันธะ กับเบส T และเบส C จะสร้างพันธะไฮโดรเจน 3 พันธะกับเบส G
  3. หมู่ฟอสเฟส (Phosphate group) จะอยู่ที่คาร์บอน (C) ตำแหน่งที่ 5 ของน้ำตาลมีประจุเป็นลบ ซึ่งทำให้ประจุโดยรวมของ DNA เป็นลบนั้นเอง ดังนั้นเวลาเรานำ DNA ไปผ่านกระแสไฟฟ้า DNA จะเคลื่อนที่จากขั้นลบไปขั้นบวก เรียกเทคนิคนี้ว่า gel electrophoresis และหมู่ฟอสเฟสนี้จะเป็นตัวที่ไปจับกับหมู่ OH ที่คาร์บอน (C) ตำแหน่งที่ 3 ของน้ำตาล deoxyribose ของ nucleotide ตัวต่อไปเพื่อสร้างเป็นสาย polynucleotide จึงเรียกพันธะนี้ว่า พันธะไกลโคซิดิก
จากที่กล่าวมากข้างต้นจะเห็นได้ว่า nucleotide  แต่ละตัวจะต่อโดยหมู่ฟอสเฟตที่ C ตำแหน่งที่ 5 กับหมู่ OH ที่ C ตำแหน่งที่ 3 ดังนั้นเมื่อได้เป็นสาย polynucleotide ก็จะมีปลายสองด้านคือด้าน 5' ที่หมู่ฟอสเฟตไม่ได้ส้รางพันธะกับอะไรเลยเพราะสุดสายแค่นั้น และปลาย 3' ที่หมู่ OH ไม่ได้ต่อกับอะไรเลยเช่นกัน  โดยการที่ polynucleotide 2 สายมาติดกันด้วยพันธะไฮโดรเจนนั้นจะเรียงตัวในทิศทางตรงกันข้ามกันคือ เส้นหนึ่งทิศทาง 5' ไป 3' อีกเส้นที่มาเข้าคู่กันจะเรียงตัว 3' ไป 5' นั่นเอง ดั่งเช่นในรูปด้านล่าง

แล้ว DNA ทำงานอย่างไร เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมได้อย่างไร รวมถึง DNA Chromosome  และ gene คืออะไร เกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน ติดตามได้ในตอนที่ 2 ตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ



ที่มาภาพ : https://sites.google.com/site/imlovingmygenes/dna-structure



#DNA คืออะไร #โครงสร้างของ DNA #กรดนิวคลีอิค#

#DNA คืออะไร #โครงสร้างของ DNA #กรดนิวคลีอิค#

#DNA คืออะไร #โครงสร้างของ DNA #กรดนิวคลีอิค#

#DNA คืออะไร #โครงสร้างของ DNA #กรดนิวคลีอิค#

HbA1c คืออะไร หรือ ค่าน้ำตาลสะสม คืออะไรมาดูกัน


       HbA1c (Hemoglobin A1C หรือ ฮีโมโกลบิน เอวันซี) มีชื่อเรียกในทางวิทยาศาสตร์คือ glycated haemoglobin ซึ่งเกิดจากโปรตีนชนิดหนึ่งในเลือดเกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับน้ำตาลที่อยู่ในเลือด ซึ่งโปรตีนตัวนี้เรารู้จักกันดีในชื่อ ฮีโมโกลบิน (Haemoglobin) ที่พบได้อยู่ในเม็ดเลือดแดงนั่นเองโดยทำหน้าที่เป็นตัวพาก๊าชออกซิเจน (O2) ที่จำเป็นต่อร่างกายไปยังอวัยวะต่าง ๆ ผ่านทางกระแสเลือด 
       ในบุคคลทั่วไปมักจะเรียก HbA1c ให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า น้ำตาลสะสม / น้ำตาลเฉลี่ยซึ่งจะเป็นการตรวจติดตามระดับน้ำสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน (diabetes mellitus, DM) ในระยะเวลาเฉลี่ย 2-3 เดือน โดยการเตรียมก่อนเจาะเลือดเพื่อตรวจ HbA1c ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องงดอาหารก่อนเจาะเลือดเหมือนกับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดครับ

HbA1c ต่างจากการตรวจน้ำตาลปัจจุบันอย่างไร?
      HbA1c มีความพิเศษอยู่ที่ระยะเวลาหลังจาก Hb เปลี่ยนเป็น HbA1c แล้วจะคงอยู่ในเลือดของเราได้นานถึง 8-12 สัปดารห์ ก่อนที่จะสลายตัวไป และในขณะเดียวกันก็เกิดการสร้าง Hb ขึ้นมาทดแทนและเปลี่ยนเป็น HbA1c แทนที่ ซึ่งการตรวจวัดระดับของ HbA1c จึงบ่งบอกถึงค่าเฉลี่ยของน้ำตาลในเลือด ณ ช่วงเวลา และยังบ่งชี้ถึงการควบคุมน้ำตาลโดยภาพรวม (long-term of blood glucose control)
       ดังนั้นจะเห็นได้ว่าระดับของ HbA1c จะบ่งบอกถึงค่าเฉลี่ยของน้ำตาลเป็นช่วงเวลา ส่วนการตรวจน้ำตาล (glucose) จะบ่งบอกถึงระดับน้ำตาลในเลือด ณ เวลานั้น ๆ  ซึ่งคนไข้บางคนไม่ได้ควบคุมระดับน้ำตาลอย่างถูกต้อง แต่จะงดหวาน งดน้ำตาลเฉพาะวันก่อนที่จะมาพบแพทย์เท่านั้นเพื่อให้การตรวจน้ำตาลไม่สูงเกินไปและไม่ถูกหมอผู้ดูแลตำหนิ แต่การตรวจ HbA1c นั่นการงดหวาน/อาหารต้องห้าม จะไม่มีผลต่อระดับ HbA1c ในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้การคาดการการควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยทำได้ถูกต้องมากกว่า


ระดับของ HbA1c ที่สูงบ่งบอกถึงอะไร ?
      ระดับของ HbA1c ที่สูงบ่งบอกถึงระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วงเวลา 2-3 เดือนมีค่าสูง ซึ่งจะบ่งชี้ไปถึงการควบคุมระดับน้ำตาลที่ผิดปกติ/ การปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องกับโรค และยังบ่งชี้ถึงโอกาสความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน 

เมื่อรู้อย่างงี้แล้ว ผู้ป่วย หรือบุคคลที่ต้องดูแลผู้ป่วยก็จะมีความเข้าใจมากขึ้นถึงผลการตรวจเลือดนะครับหวังหว่าคงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตามเราควรใส่ใจที่การปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ และการควบคุมระดับน้ำตาล มากกว่าผลการตรวจที่ออกมาดีครับ ส่วยเรื่องการวินิจฉัยผลเลือดปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพจะดีกว่าครับ

ขอบคุณที่ติดตามบทความครับ

HbA1C คืออะไร ?
ค่าน้ำตาลสะสม คืออะไร ?
ค่าน้ำตาลเก่าคืออะไร ?


เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง

องค์ประกอบของเลือด
เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง
ส่วนประกอบของเลือด


เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง?

           เลือดเป็นองค์ประกอบสำคัญของร่างกายที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่งเลือดสีแดง ๆ ของเรานั้นจะมีองค์ประกอบหลายส่วนมีทั้ง เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกร็ดเลือด นอกจากนั้นยังมีสารชีวโมเลกุล เช่นน้ำตาล ไขมัน ร่วมถึงฮอร์โมน และออกซิเจน ซึ่งสารเหล่านี้ถูกส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายผ่านทางระบบหลอดเลือด และเลือดทั้งนั้นครับ โดยในวันนี้เราจะเน้นในองค์ประกอบส่วนทางด้าน hematology คือพวกเม็ดเลือดและองค์ประกอบหลัก ๆ เท่านั้น ซึ่งเลือดของเรานั้นมีองค์ประกอบหลัก 2 ส่วนครับดังนี้

  1. ส่วนที่เป็นของเหลว (Plasma) คิดเป็นร้อยละ 55 ขององค์ประกอบทั้งหมด โดยมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักถึง 95% ที่เหลือเป็นสารอาหาร แก๊ส เอนไซม์ต่างๆ หน้าที่คือ ลำเลียงอาหารไปยังเซลล์ต่างๆในร่างกาย และนำของเสียไปยังอวัยวะขับถ่าย
  2. ส่วนที่เป็นเซลล์  คิดเป็นร้อยละ 45 ขององค์ประกอบทั้งหมด ประกอบไปด้วย เม็ดเลือดแดง  เม็ดเลือดขาว และ เกร็ดเลือด
    • เม็ดเลือดแดง (red blood cells) : ภายในเม็ดเลือดแดงจะมีฮีโมโกบิน(hemoglobin)ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปอวัยวะต่างๆ และขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาที่ปอด โดยเม็ดเลือดแดงถูดสร้างขึ้นที่ไขกระดูก และถูกทำลายที่ตับและม้าม เม็ดเลือดแดงจะมีอายุ 120 วันโดยประมาณ
    • เม็ดเลือดขาว (white blood cells) ทำหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เม็ดเลือดขาวแบ่งออกเป็นหลายชนิดซึ่งหน้าที่ของพวกมันก็จะแตกต่างกันครับ ในบทความนี้ยังไม่ขอพูดนะครับ 
    • เกร็ดเลือด (platelet) : ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแข็งตัวของเลือด  จริงๆขบวนการแข็งตัวของเลือดนั้นมีกลไกที่ซับซ้อนมากพอสมควรครับ ต้องไปพูดถึงกันอีกทีครับ


ที่มาภาพ
https://www.studyblue.com/notes/note/n/biol-1202-spring-2012-final-exam-flashcards/deck/2723216

#องค์ประกอบของเลือด#เลือดของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง#เทคนิคการแพทย์#เทคนิคการแพทย์คืออะไร#เลือดของเรา#

หลอดใส่เลือดมี่กี่ชนิด (tube เลือดมี่กี่ชนิด)


        หลาย ๆ ท่านอาจสงสัยนะครับว่าเวลามีนัดต้องไปพบแพทย์ และเมื่อถึงเวลาเจาะเลือด ทำไมถึงต้องเก็บเลือดเราไปทีละหลาย ๆ หลอดและในการนัดแต่ละครั้งก็มีการเจาะเลือดไปไม่เหมือนเดิมกับครั้งก่อน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันครับว่าหลอดใส่เลือดแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร 
       ปัจจุบันในทางการแพทย์หลอดสำหรับเก็บตัวอย่างเลือดนั้นถูกพัฒนามาหลายรูปแบบด้วยกัน เพื่อให้มีประสิทธิภาพสำหรับตรวจทางห้องปฏิบัติการรวมถึงระยะในการเก็บรักษาตัวอย่างเลือดให้มีความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของการตรวจทางห้องปฏิบัติการครับ สำหรับในวันนี้จะพามาทำความรู้จักกับหลอดเลือดพื้นฐานที่ใช้ในการตรวจประจำของโรงพยาบาลโดยทั่วไปครับ

 สิ่งที่อยู่ในหลอดเลือดแต่ละสี 
      สิ่งที่อยู่ข้างในหลอดเลือดสีต่าง ๆ คือ สารเคมีที่ป้องกันการแข็งตัวของเลือด (สารกันเลือดแข็ง) โดยในหลอดแต่ละสีก็จะมีสารกันเลือดแข็งคนละชนิดกันครับ ซึ่งสาเหตุที่ต้องใช้สารกันเลือดแข็งหลายชนิด ไม่สามารถใช้ชนิดเดียว หรือหลอดเดียวสำหรับารตรวจได้ทั้งหมดก็เพราะว่าสารกันเลือดแข็งตัวสามารถที่จะไปรบกวนในขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการได้แลัวส่งผลต่อค่าการตรวจวิเคราะห์ได้ โดยแต่ละชนิดก็จะส่งผลต่อการตรวจที่แตกต่างกัน ดังนั้นนักเทคนิคการแพทย์ หรือพยาบาลผู้ทำการเจาะเลือดจึงต้องเก็บสิ่งตัวอย่างให้ถูกต้องตามชนิดการตรวจเพื่อให้การตรวจวิเคราะห์ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเองครับ

 ทำไมถึงต้องใช้คนละชนิด 
      เนื่องมาจากสารกันเลือดแข็งแต่ละชนิดนั้น มีกลไกการป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัวที่แตกต่างกัน ซึ่งสารกันเลือดแข็งมันก็จะรบกวนการตรวจวัดค่าต่าง ๆ ในเลือดแตกต่างกันไป เราจึงต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องกับชนิดของการตรวจนั้น ๆ  เพื่อป้องกันปัจจัยที่จะส่งผลต่อค่าการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์


 แต่ละสีต่างกันอย่างไร 
      ในหลอดเลือดแต่ละหลอดจะแตกต่างที่สารกันเลือดแข็งตามที่กล่าวไปในตอนแรกนะครับ โดยแต่ละสีใช้สารกันเลือดแข็งดังนี้ครับ (แค่ส่วนหลัก ๆ ที่ใช้ในงานประจำครับ ปัจจุบันมีหลอดเลือดจำนวนมากที่ถูกพัฒนาขึ้นมาครับ ซึ่งถ้าเป็นหลอดพิเศษมักจะมีคู่มือการใช้งานมาด้วยครับ)
  • สีแดง สีแดงนั้นสารที่อยู่ข้างในนั้นไม่ใช่สารกันเลือดแข็ง (Anti-coagulant) เหมือนกับเพื่อนๆครับ แต่ในนั้นจะเป็นตัวกระตุ้น หรือ  activator  ที่ทำให้เลือดเกิดการแข็งตัวได้เร็วยิ่งขึ้น และนักเทคนิคการแพทย์จะนำส่วนที่เป็น serum มาใช้ตรวจในกลุ่มการดูการติดเชื้อไวรัส  ตรวจมะเร็ง  และฮอร์โมน เป็นตั้น
  • สีเขียว ใช้สารกันเลือดแข็งที่มีชื่อว่า heparin ซึ่งมีคุณสมับติในการยับยั้งการทำงาน thrombinIII หรือ anti-thrombinIII (ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดตัวหนึ่ง) เหมาะกับการตรวจทางด้านเคมี โดยเฉพาะ เช่น การตรวจอิเล็คโทรไรท์ น้ำตาล ไขมัน และเอนไซม์ต่าง ๆ
  • สีม่วง เป็นสารกันเลือดแข็งชนิด EDTA ที่มีคุณสมบัติไปจับกับแคลเซียมเอาไว้ ซึ่งแคลเซียมจำเป็นสำหรับกระบวนการแข็งตัวของเลือดครับ  โดยหลอดเลือดชนิดนี้เหมาะกับการตรวจทางด้านโลหิตวิทยา เช่น CBC, ESR และ น้ำตาลสะสม เป็นต้น เพราะ EDTA จะคงรักษาสภาพของเม็ดได้ดี รูปร่างของเม็ดเลือดจึงยังเหมือนเดิมมากที่สุด 
  • สีฟ้า สารกันเลือดแข็งที่ใช้คือ SODIUM CITRATE ที่จะไปจับกับแคลเซียมเช่นเดียวกับ EDTA แต่ไม่กระตุ้นการทำงานของเกร็ดเลือดซึ่งมีหน้าที่สำคัญในกระบวนการแข็งตัวของเลือดครับ  โดยหลอดสีฟ้านี้เหมาะกับการตรวจการแข็งตัวของเลือดเช่น PT aPTT เป็นต้น
  • สีเทา ในบางโรงพยาบาลจะมีหลอดทีเทา ที่ใช้ NaF เป็นสารกันเลือดแข็งซึ่ง ตัวนี้จะเหมาะกับการตรวจน้ำตาลมากกว่าตัวอื่นเพราะสามารถคงปริมาณน้ำตาลไม่ได้ลดลงได้นานถึง 8 ชม. แต่ในบางที่จะใช้เป็น heparin tube แทนหลอด NaF เพราะ heparin tube ก็สามารถคงสภาพได้เชนกันเพียงแต่ต้องทำการตรวจภาพใน 3 ชั่วโมงครับ


      
     ในผู้ป่วยบางราย หรือเด็กทารกแรกเกิด ที่ไม่สามารถเจาะเลือดได้ตามปริมานที่เพียงพอต่ออัตราส่วนของสารกันเลือดแข็ง เราต้องเลือดใช้หลอดเลือดที่มีขนาดเล็กลงมาตามภาพครับ และนอกจากหลอดเลือดชนิดข้างต้นเป็นหลอดเลือดที่ใช้ทั่วไปครับ ยังมีหลอดเลือดอีกหลากหลายชนิดที่ถูกพัฒนาขึ้นมาตามจุดประสงค์ของการใช้งาน หรือการตรวจชนิดพิเศษอีกมากมายครับ
     





#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#
#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#
#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#
#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#
#หลอดใส่เลือด#tube เลือดมีกี่ชนิด#tube เลือดมีกี่ชนิด#เทคนิคการแพทย์#

การฟอกไตสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มีกี่วิธี?

การฟอกไตมีกี่วิธี? ทำแบบไหนดีกว่ากัน? ค่าใช้จ่ายในการฟอกไต?


       การฟอกไต หรือการฟอกของเสียออกจากเลือดในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำของไตเสื่อมสรรถภาพทั้งแบบเฉียบพลัน และเรื้อรัง ซื้อการฟอกไตสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกันไม่ว่าจะเป็นการฟอกผ่านเส้นเลือด หรือผ่านทางช่องท้อง สำหรับคนที่มีคนในครอบครัวเป็นผู้ป่วยโรคไตที่กำลังจะต้องรับการรักษาโรคไตเรื้อรังคงกำลังมองหาวิธี ผลการรักษา และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการฟอกไต วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับวิธีการฟอกไต 2 วิธีหลัก ๆ ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันกันครับ

การฟอกไต คืออะไร? 
      การฟอกไตคือ การนำเอาของเสียต่าง ๆ และน้ำส่วนเกินที่สะสมในร่างกาย ที่เกิดจากภาวะไตวายจนไม่สามารถกำจัดออกออกเสียเหล่านั้นออกไปได้ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยได้รับการฟอกไตแล้วก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เพียงแต่ต้องทำการฟอกไตเพื่อทดแทนการทำงานของไตอยู่เป็นประจำครับ
   

การฟอกไตมีกี่วิธี?
      ปัจจุบันวิธีการฟอกไตที่ใช้ทั่วไปในโรงพยาบาลของประเทศไทยจะมี 2 วิธีดังนี้ครับ
            การฟอกผ่านทางช่องท้องแบบถาวร  Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis (CAPD) 
                 

        เป็นการฟอกไตทางช่องท้องโดยใช้น้ำยาสำหรับฟอกไตที่เราจะใส่เข้าไปทางช่องท้องผ่านทางสายท่อครับ โดยผู้ป่วยจะต้องฝังท่อไว้ที่ช่องท้องตลอดเวลา และน้ำยาที่เราใส่เข้าไปนั้นก็จะทำการแลกเปลี่ยนของเสียกับสารในน้ำยาฟอกไต เพื่อดึงเอาของเสียจากร่างกาย จากนั้นเราก็ทำการเปลี่ยนน้ำยาในระหว่างวันครับ ซึ่งจะทำวนอย่างงี้ไปเรื่อย ๆ ครับ  วิธีนี้ใช้เวลาครั้งละประมาน 6 ชั่วโมงครับ 
            ข้อดี : สะดวก ผู้ป่วยสามารถทำที่บ้านได้ไม่เสียเวลาเดินทาง และที่สำคัญ ฟรี! เพราะรัฐมีงบประมาณให้สำหรับวิธีนี้เท่านั้นนะครับ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยหรือญาติต้องผ่านการอบรมวิธีการปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก่อนครับ
            ข้อเสีย : มีโอกาสติดเชื้อง่ายได้ง่าย จากการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และไม่สะอาด เพราะเราต่อท่อไว้ตลอดถ้าไม่รักษาความสะอาดดี ๆ อาจจะทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อได้ครับ เราหรือญาติของผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีการใช้งาน และรักษาความสะอาดจากทางโรงพยาบาลและปฏิบัติตามอย่างเคร่งคลัด

           การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (hemodialysis)



            วิธีนี้เป็นการนำของเสีย และน้ำส่วนเกินออกจากเส้นเลือดดำ โดยผ่านตัวกรองที่อยู่ในเครื่องฟอกเลือด ซึ่งการทำงานของเครื่องคือการดึงเอาเลือดออกมาผ่านตัวกรองของเสียจนกลายเป็นเลือดดีจากนั้นจึงส่งกลับเข้ามาในร่างกายของเราครับ วิธีนี้ทำเพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่างจากวิธีแรกที่ต้องทำทุกวัน
            ข้อดี : โอกาสติดเชื้อจากการฟอกน้อยมาก และไม่ต้องทำกาคฟอกทุกวัน
            ข้อเสีย : เสียเวลาเดินทางไปโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายแพงครับ ต่อครั้งประมาณ 1500-2000 บาท สำหรับคนทั่วไปที่มีสามสรถเบิกได้ครับ แต่สำหรับสิทธิข้าราชการ หรือประกันสังคมก็สามารถเบิกได้เช่นกัน

       สำหรับบทความนี้ก็ขอจบไว้เพียงเท่านี้ครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยครับ


#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#
#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#
#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#
#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#
#การฟอกไต#วิธีการฟอกไต#เทคนิคการแพทย์#ฟอกเลือด#ฟอกไตทางช่องท้อง#

บทบาทหน้าที่ของนักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาล ต้องทำงานอะไรบ้าง!

        บทบาทหน้าที่ของนักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลจะถูกแบ่งจำแนกเป็นหลาย ๆ หน่วยด้วยกันครับซึ่งก็เพื่อให้การทำงานของกลุ่มงานของนักเทคนิคการแพทย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งเมื่อเราเข้าไปทำงานแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าเราสมัครเข้ามาในตำแหน่งไหน หรือว่าตำแหน่งไหนว่าง  แต่โดยรวมแล้วเราต้องสามารถปฏิบัติงานได้ทั้งหมดนะครับ เพียงแต่ในส่วนลึกหรือความรับผิดชอบ การจัดระเบียบเราก็จะรับผิดชอบเป็นหน่อยงานไป

แบ่งเป็น (คร่าวๆนะครับ แต่ละ รพ. ก็จะมีการจัดที่แตกต่างกันออกไป)

1. งานด่านหน้า หรือ หน่วยงานผู้ป่วยนอก(OPD) 
         ทำหน้าที่เกี่ยวกับจัดการกับสิ่งส่งตรวจ เช่น เจาะเลือด แนะนำผู้ป่วยในการเป็นปัสสาวะ ลงทะเบียนผู้ป่วย เป็นต้นครับ  หลักๆที่นักเทคนิคการแพทย์ทำงานในส่วนนี้จะเป็นการเจาะเลือดของผู้ป่วยและแนะนำการเก็บปัสสาวะครับ นอกจากนั้นยังคอยกำกับดูแลการทำงานของผู้ช่วยในการเจาะเลือดครับตามตัวกฏหมายกำหนดให้ เทคนิคการแพทย์ควบคุมดูแลการทำงานของผู้ช่วยเทคนิคการแพทย์เพราะเป็นผู้ที่มีใบประกอบโรคศิลป์นั่นเอง การลงทะเบียนจัดการเอกสารจะมีเจ้าหน้าที่ธุระการต่างหากครับ

2. ห้องปฏิบัติการกลาง (Central Lab)
        จะเป็นห้องที่รวมงานทางด้านต่างๆที่สามารถรวมไว้เป็นห้องเดียวกันได้ (มีบางงานที่ต้องแยกออกไปเฉพาะ) เพื่อประหยัดเวลา  การจัดแจงอุปกรณ์ต่างๆ ความสะดวกของเจ้าหน้าที่  โดยในห้องนี้จะมีหน่วยงานที่สามารถนำมารวมกันเป็นห้องเดียวกันได้ (บาง รพ. แยกกันก็มีครับ) เช่น งานทางด้านโลหิตวิทยา  งานเคมีคลินิก  งานอิมมูโนโลจี  งานสารน้ำในร่างกาย (ปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง)  ห้องนี้จะได้ทำงานค่อนข้างหลากหลายครับ มีบุคลากรเยอะ ช่วยเหลือกันดีครับ

3.ห้องจุลชีววิทยา
      เป็นห้องที่ทำงานเกี่ยวกับการเพาะเชื้อแบคทีเรีย การวินิจฉัยเชื้อแบคทีเรียและรา จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย มีความสำคัญอย่างมากในขั้นตอนการรักษาครับ เพราะจะทำให้แพทย์สามารถเลือกใช้ยาได้ถูกต้องและเหมาะสมกับอาการของผุ้ป่วย สาเหตุที่ห้องนี้ต้องแยกออกมาจากห้องอื่น ๆ เพราะต้องการความสะอาด ความปลอดเชื้อครับ นั่นเองครับ

4.ห้องธนาคารเลือด 
     ทุกคนคงรู้จักกลุ่มงานนี้ของนักเทคนิคการแพทย์เป็นอย่างดีแน่นอนครับ ซึ่งห้องนี้เป็นห้องที่นักเทคนิคการแพทย์มีบทบาทสำคัญอย่างมากเช่นกันครับ เพราะเลือดที่ได้รับบริจาคมาหรือเลือดที่จะส่งต่อให้กับผู้ป่วยนั่นต้องเป็นเลือดที่ สะอาด สมบูรณ์ และปลอดเชื้อ ซึ่งงนักเทคนิคการแพทย์จะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ตรวจเช็คว่าเลือดเหล่านี้โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อระบุว่าเลือดนั้นมีความปลอดภัยก่อนที่จะส่งต่อให้แก่ผู้ป่วยครับ นอกจากนี้การที่จะนำเลือดของคน ๆ หนึ่งให้กับอีกคนได้นั้น แค่หมู่เลือดตรงกันอยย่างเดียวไม่พอครับ ยังต้องมีการทดสอบความเข้ากันได้ของเลือดเสียก่อนครับ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของเทคนิคการแพทย์นั่นเอง



สำหรับวันนี้ก็มีมาแนะนำเพียงเท่านี้ครับ สำหรับน้องๆก็ โชคดีนะครับหวังว่าคงได้ในห้องที่ตัวเองชื่นชอบ ^_^



เทคนิคการแพทย์ คือ # เทคนิคการแพทย์ทำงานอะไร #เทคนิคการแพทย์ดีไหม #เทคนิคการแพทย์ทำอะไรบ้าง #คณะเทคนิคการแพทย์
เทคนิคการแพทย์ คือ # เทคนิคการแพทย์ทำงานอะไร #เทคนิคการแพทย์ดีไหม #เทคนิคการแพทย์ทำอะไรบ้าง #คณะเทคนิคการแพทย์
เทคนิคการแพทย์ คือ # เทคนิคการแพทย์ทำงานอะไร #เทคนิคการแพทย์ดีไหม #เทคนิคการแพทย์ทำอะไรบ้าง #คณะเทคนิคการแพทย์

ความแตกต่างระหว่าง Leukemoid Reaction และ Chronic myeloid leukemia (CML)

***แก้ไขหน่วยในภาพ cell/ml เป็น cell/ul


Leukemoid Reaction (LR) คือ ภาวะหนึ่งที่ร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดขาวออกมาในปริมาณมาก (>50,000 cell/ul) เพื่อตอบสนองต่อภาวะความผิดปกติบางอย่าง เช่นภาวะการติดเชื้ออย่างรุนแรง (severe infection)  เม็ดเลือดขาวที่เพิ่มขึ้นผิดปกติจำนวนมากจะเป็น mature cells แต่ก็อาจพบเม็ดเลือดขาวระยะตัวอ่อนได้บ้างซึ่งการที่เราพบเม็ดเลือดตัวอ่อนในเลือดจะเรียกว่า Shift to the left  โดยเมื่อส่องดูเสมียร์เลือด (blood smear) ด้วยกล้องจุลทรรศน์แล้วจะพบว่ามีลักษณะที่คล้ายกับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Chronic myeloid leukemia (CML) แต่ก็มีลักษณะที่สามารถทำให้แยกออกจากกันได้ครับโดยการวินิจฉัย LR นั้นจะเป็น exclusion criteria ของมะเร็งเม็ดเลือดขาว CML เช่น ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง เกร็ดเลือด และชนิดของเม็ดเลือดขาวตัวเต็มวัย หรือการเพิ่มขึ้นของค่า Leukocyte alkaline phosphatase (LAP) ใน LR


Chronic myeloid leukemia (CML) เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวในสาย myeloid ชนิดเรื้องรัง โดยผู้ป่วย CML ส่วนใหญ่มีสาเหตุการเกิดโรคมาจากการกลายพันธ์ (mutation) ชนิด transition ระหว่างโครโมโซมคู่ที่ 9 กับ 22  หรือเขียนเป็น t(9,22) เรียกโครโมโซมที่ผิดปกตินี้ว่า Philadelphia chromosome ทำให้พบยีน BCR/ABL gene บนโครโทโซมแท่งนี้ โดยยีนนี้จะผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งส่งผลต่อกระบวนควบคุมการเจริญเติบโต และสสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ในผู้ป่วย CML มีการสร้างเม็ดเลือดขาวออกมาเป็นจำนวนมากในเลือด ซึ่งเม็ดเลือดส่วนใหญ่ก็สามารถเจริญไปเป็นตัวเต็มวัยได้และส่วนมากเป็นเม็ดเลือดขาวชนิด Neutrophil ทำให้การวินิจฉัยจากเสมียร์เลือดนั้นทำได้ง่ายกว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดฉับพลันมากครับ อย่างไรก็ตามเสมียร์เลือดของผู้ป่วย CML จะมีลักษณะที่คล้ายกันกับ Leukemoid Reaction จากที่ได้กล่าวไว้แล้ว



ข้อแตกต่างกันระหว่าง Leukemoid Reaction และ Chronic myeloid leukemia (CML)
                1.Leukocyte alkaline phosphatase (LAP)  score ของ CML จะมีค่าต่ำเพระเซลล์เม็ดเลือดที่เพิ่มจำนวนมากนั้นเป็นเซลล์ที่ผิดปกติทำหน้าที่ไม่ได้
                2.Blood Smear พบว่า Leukemoid Reaction เม็ดเลือดขาวส่วนมากนั้นเป็น Neutrophil เพราะเป็นการตอบสนองต่อการติดเชื้อเท่านั้นครับ ส่วน CML เรายังคงพบ Basophil และ Eosinophil ได้บ้างครับ เพราะเป็นความผิดปกติทั้งสาย myeloid
                3.Red Blood Cells และ Platelet เหตุผลเหมือนข้อสองนะครับ Leukemoid reaction เป็นภาวะตอบสนองต่อการติดเชื้อเท่านั้นครับ ดังนั้น RBCs และ Platelets จะมีค่าที่ปกติครับ ส่วน CML พบว่า RBCs นั้นมีค่าต่ำ ผู้ป่วยจะเป็นภาวะโลหิตจาง(anemia) และ Platelets นั้นจะมีค่าสูงครับ
สุดท้ายนี้ การตรวจหา Ph chromosome นั้นจะค่อนข้างแน่นอนกว่าการวินิจฉัยด้วยวิธีอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามมีการพบว่า ในผู้ป่วย CML บางคนถึงแม้ว่าจะมี BCR/ABL ยีนอยู่แต่ก็ไม่พบว่ามี Philadelphia chromosome ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าการกลายพันธ์ในลักษณะอื่น ๆ ก็สามารถทำให้เกิด CML ได้เช่นกันครับ


แหล่งอ้างอิง

https://www.cancer.org/cancer/chronic-myeloid-leukemia/causes-risks-prevention/what-causes.html


ความแตกต่างระหว่าง Leukemoid Reaction และ Chronic myeloid leukemia(CML)
Leukemoid Reaction#Leukemoid Reaction#Leukemoid Reaction คืออะไร
Chronic myeloid leukemia(CML)#Chronic myeloid leukemia(CML)# CML คืออะไร

จบเทคนิคการแพทย์จะมีงานทำไหม?


  • เทคนิคการแพทย์ จบมาทำงานอะไร
  • เทคนิคการแพทย์ จะตกงานไหม
        สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจะแอดมิชชันคงสงสัยนะครับว่า อาชีพเทคนิคการแพทย์ หรือคณะเทคนิคการแพทย์นี้คืออะไร ทำงานอย่างไร วันนี้เลยจะมาตอบคำถามเหล่านี้ให้ชัดเจนเลยนะครับสำหรับน้องๆ ที่กำลังจะตัดสินใจหรือลังเลที่จะเลือกเรียนเทคนิคการแพทย์

  1. เทคนิคการแพทย์ จบมาทำงานอะไร  สำหรับคำถามนี้เคยได้เขียนไว้ในบทความ หมอแล็ปคืออะไร? ไว้อย่างละเอียดแล้วนะครับ หากพูดโดยย่อๆ นักเทคนิคการแพทย์ก็คือ บุคคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานภานในห้องแล็ปของโรงพยาบาลนั่งเอง มีหน้าที่ค่อยรับสิ่งส่งตรวจ เช่น เลือด ปัสสาวะ หรือเนื้อเยื่อต่างๆ มมาทำการตรวจวิเคราะห์ เช่น การติดเชื้อ หรือ ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือด และในอนาคตอาจพัฒนาไปถึงขั้นตรวจในระดับสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอเลยนะครับ ซึ่งเริ่มมีบ้างแล้วในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หรือเอกชน
  2. เทคนิคการแพทย์ จะตกงานไหม?
      หากใครกังวลว่าอาชีพเทคนิคการแพทย์จบมาแล้วจะตกงาน หรือทำแล้วเบื่อเพราะต้องอยู่แต่ในห้องแล็ป จริงๆ แล้วนอกจาการทำงานในห้องแล็ปแล้ว นักเทคนิคการแพทย์ยังสามารถทำงานเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปณ์ทางห้องปฏิบัติการ หรือนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งใช้ความรู้มากเลยทีเดียว ไม่ใช่ขายของอย่างเดียว หรืออาชีพอื่นจะมาแย่งกันได้ง่ายๆครับ เพราะนอกจากขายแล้วเรายังต้องสามารถดูแลบำลุงเครื่องมือ คอยตอบคำถามเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล บางครั้งอาจเป็นหมอมาถามเอง โดยต้องอ้างอิงความรู้ที่ได้เรียนรู้มาเฉพาะเทคนิคการแพทย์เลยนะเออ ซึ่งจะเห็นได้ว่ายากที่ใครจะมาแย่งงานในจุดนี้ได้
          สำหรับงานในห้องแล็ปเอง ก็มีเยอะมากครับ ยิ่งโรงพยาบาลเอกชนมีจำนวนเพิ่มขึ้นสูงมากในปัจจุบัน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจมีติดขัดแย่งงานกันบ้างในช่วงที่หลายๆ สถานบันจบกาศึกษา เพราะคนจบออกมาเยอะก็แข่งขันสูงเพื่อทำงานในโรงพยาบาลไกล้บ้าน หรือค่าตอบแทนสูง แต่หลังจากนั้นก็หาไม่ยากครับ
           เพิ่มเติมนิดนึงครับ ไม่ใช่แค่แล็ปโรงพยาบาลอย่างเดียวนะครับ เรายังสามารถทำงาานในคลินิคผู้มีบุตรยาก ทำเกี่ยวกับผสมตัวอ่อนได้ด้วยนะครับ ค่าตอบแทนค่อยข้างสูงเช่นกัน สุดท้ายนี้ก็หวังว่าบทความนี้อาจจะเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับน้องๆ ที่จะตัดสินใจในการเลือกเรียนเทคนิคกาแพทย์นะครับ ขอบคุณครับบบ



การตรวจ NIPT หรือ Non-Invasive Prenatal Testing คืออะไร?

NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) การตรวจทางเลือกที่ปลอดภัยและแม่นยำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ การตรวจคัดกรองก่อนคลอดบุตรมีความสำคัญอย่างมากในกา...