จีโนมของคนเรา (Human genome) คืออะไร

จีโนมมนุษย์ (Human Genome) คือชุดของข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดที่ประกอบขึ้นเป็นรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงยีนและส่วนที่ไม่ใช่ยีนที่มีอยู่ในดีเอ็นเอ (DNA) ของเรา จีโนมนี้เป็นพิมพ์เขียวที่กำหนดลักษณะทางกายภาพและการทำงานของร่างกายมนุษย์ เช่น รูปร่าง สีผิว และความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ

จีโนมมนุษย์เป็นแผนที่พันธุกรรมที่บรรจุข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต พัฒนา และทำงานของร่างกายมนุษย์ โครงสร้างหลักของจีโนมมนุษย์ประกอบด้วยดีเอ็นเอ (DNA) ที่เรียงตัวเป็นเกลียวคู่ (double helix) ซึ่งประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์สี่ชนิด ได้แก่ อะดีนีน (A), ไทมีน (T), ไซโทซีน (C) และกวานีน (G) โดยจับคู่กันในลักษณะ A-T และ C-G สร้างเป็นโครงสร้างที่มั่นคงและสามารถถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรมได้อย่างแม่นยำ

โครงสร้างของจีโนมมนุษย์

จำนวนโครโมโซม: มนุษย์มีโครโมโซมทั้งหมด 46 ชิ้น หรือ 23 คู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโครโมโซมเพศที่กำหนดเพศของบุคคล

ขนาด: จีโนมมนุษย์มีขนาดประมาณ 3 พันล้านคู่เบส (base pairs) ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานที่ประกอบขึ้นเป็นดีเอ็นเอ


ความสำคัญของจีโนม

การศึกษาจีโนมมีความสำคัญอย่างมากในหลายด้าน:

การแพทย์: การวิเคราะห์จีโนมช่วยในการตรวจสอบความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น โรคมะเร็ง และโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทำให้สามารถพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับผู้ป่วยได้

การวิจัยวิวัฒนาการ: การศึกษาเกี่ยวกับจีโนมยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการและความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิด

โครงการจีโนมมนุษย์

โครงการจีโนมมนุษย์ (Human Genome Project) เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เริ่มต้นในปี 1990 โดยมีเป้าหมายในการจัดทำแผนที่จีโนมมนุษย์ ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 2003 โดยให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับตำแหน่งของยีนและลำดับเบสในจีโนม

การศึกษาจีโนมจึงมีบทบาทสำคัญต่อความเข้าใจด้านพันธุศาสตร์และการพัฒนาทางการแพทย์ในอนาคต


#จีโนม #พันธุกรรม #ดีเอ็นเอ #DNA #มนุษย์

การตรวจน้ำตาลด้วยการปลายนิ้ว กับการเจาะเส้นเลือดต่างกันอย่างไร (Capillary vs Venous blood glucose)


การเจาะเลือดเพื่อตรวจน้ำตาลเป็นวิธีที่ใช้ในการวินิจฉัย และติดตามผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งคนปกติ และผู้ที่ตั้งครรภ์ ในปัจจุบันการตรวจเราจะพบได้ 2 ลักษณะ ได้แก่การตรวจผ่านการเจาะที่ปลายนิ้วและทราบผลในทันที กับการเจาะเลือดที่เส้นเลือดทั้งข้อพับ และหลังมือ (เจาะใส่หลอดเลือด) ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าทั้งสองวิธีที่นี้ต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ 2 วิธีนี้กันครับ

(ในบทความนี้พูดถึงความแตกต่างของการตรวจค่าน้ำตาลผ่านปลายนิ้ว และเส้นเลือดครับ ไม่ได้หมายถึงวิธีการเตรียมตัวเพื่อตรวจเลือด อย่างการกินน้ำตาล การกินอาหาร 2 ชม และเจาะเลือดนะครับ อย่าสับสน)

1. การตรวจค่าน้ำตาลปลายนิ้ว (Capillary blood glucose)

วิธีการ: ใช้เข็มเจาะที่ปลายนิ้วเพื่อเก็บตัวอย่างเลือดจากเส้นเลือดฝอย โดยเลือดจะถูกนำไปวัดด้วยเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลที่พกพาได้
ข้อดี: ผลรวดเร็ว สามารถทราบผลได้ทันทีหลังจากการเจาะ. ไม่ต้องอดอาหารก่อนตรวจ ทำให้สะดวกสำหรับผู้ป่วย
ข้อจำกัด: ผลอาจมีความคลาดเคลื่อนสูงกว่าการเจาะเลือดจากเส้นเลือด โดยอาจมีความแตกต่างประมาณ 15-20 mg/dL เหมาะสำหรับการติดตามระดับน้ำตาลในชีวิตประจำวัน แต่ไม่เหมาะสำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานอย่างเป็นทางการ

2. การตรวตค่าน้ำตาลด้วยการเจาะเส้นเลือด (Venous blood glucose)

วิธีการ: เจาะเลือดจากหลอดเลือดดำที่ข้อพับแขนหรือหลังมือ ซึ่งจะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์
ข้อดี: ผลมีความแม่นยำสูงกว่า เนื่องจากเป็นการเก็บตัวอย่างจากหลอดเลือดดำ ซึ่งให้ค่าที่เชื่อถือได้มากกว่า. เหมาะสำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานและติดตามผลการรักษาอย่างเป็นทางการ
ข้อจำกัด: ใช้เวลานานกว่าในการรอผล เนื่องจากต้องส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการ ต้องอดอาหารก่อนทำการตรวจเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำที่สุด


การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยวิธี เจาะเลือดปลายนิ้ว และ เจาะเลือดที่ข้อพับแขน มีผลต่อค่าระดับน้ำตาลที่ได้แตกต่างกัน เนื่องจากแหล่งที่มาของตัวอย่างเลือดและวิธีการตรวจที่ใช้

ความแตกต่างของผลตรวจ
1. การเจาะเลือดปลายนิ้ว:
ใช้เลือดจากเส้นเลือดฝอย ซึ่งมีความเข้มข้นของน้ำตาลที่อาจสูงกว่าการเจาะจากหลอดเลือดดำ.
ผลการตรวจมักจะสูงกว่าการเจาะเลือดที่ข้อพับแขน โดยทั่วไปอาจมีค่าต่างกันประมาณ 5-20 mg/dL
เหมาะสำหรับการติดตามระดับน้ำตาลในชีวิตประจำวัน แต่ไม่เหมาะสำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวาน

2. การเจาะเลือดที่ข้อพับแขน:
ใช้เลือดจากหลอดเลือดดำ ซึ่งให้ผลที่แม่นยำกว่าและเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัย
ผลการตรวจมักจะต่ำกว่าการเจาะปลายนิ้ว เนื่องจากมีความแตกต่างในปริมาณสารประกอบในเลือด.
เหมาะสำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานและติดตามผลการรักษาอย่างเป็นทางการ

ข้อควรระวัง
ค่าระดับน้ำตาลที่ได้จากทั้งสองวิธีอาจมีความแตกต่างกัน ดังนั้นในการใช้ข้อมูลเพื่อวินิจฉัยหรือประเมินสุขภาพ ควรยึดผลจากการเจาะเลือดที่ข้อพับแขนเป็นหลัก โดยเฉพาะเมื่อใช้ในการวินิจฉัยโรคเบาหวาน



โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) จากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (SARS-CoV-2 virus) หรือโควิด

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด (COVID-19) คือ โรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ โคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ Severe Acute Respiratory Syndrome-Coronavirus-2 (SARS-CoV-2) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในกลุ่มไวรัสโคโรนาที่สามารถก่อโรคได้ตั้งแต่ไข้หวัดที่มีอาการธรรมดาไปจนถึงอาการรุนแรง ตัวอย่างของไวรัสในกลุ่มโคโรนาได้แก่  Middle East Respiratory Syndrome หรือ MERS-CoV ที่เคยระบาดในไทยก่อนหน้านี้ และ Severe Acute Respiratory Syndrome (SARS-CoV) ที่เป็นสายพันธุ์ที่มีมาก่อน 

ไวรัส COVID-19 หรือ SARS-CoV-2 มีลักษณะทางชีววิทยาที่สำคัญดังนี้:
โครงสร้างทางชีววิทยา
จีโนม: SARS-CoV-2 มีจีโนมเป็น RNA ขนาดประมาณ 29,903 คู่เบส ซึ่งมีลำดับพันธุกรรมที่ใกล้เคียงกับไวรัส SARS-CoV ร้อยละ 79.57 และกับไวรัสที่พบในค้างคาว (RatG13) ร้อยละ 96.11
โปรตีนโครงสร้าง: ไวรัสประกอบด้วยโปรตีนโครงสร้างหลัก 4 ชนิด ได้แก่:
โปรตีนหนาม (Spike protein): ทำหน้าที่ในการยึดเกาะและเข้าสู่เซลล์เจ้าบ้าน โดยจับกับตัวรับ ACE2 บนเยื่อหุ้มเซลล์
โปรตีนเปลือก (Envelope protein): มีบทบาทในการสร้างเปลือกหุ้มไวรัส
โปรตีนผิว (Membrane protein): ช่วยในการสร้างและรักษาโครงสร้างของไวรัส
โปรตีนนิวคลีโอแคปซิด (Nucleocapsid protein): ทำหน้าที่ประคองสารพันธุกรรมภายในไวรัส

กลไกการติดเชื้อ
เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย มันจะใช้โปรตีนหนามในการจับกับ ACE2 บนเซลล์เจ้าบ้าน จากนั้นจะปลดปล่อยสารพันธุกรรม RNA เข้าไปในไซโตพลาสซึมของเซลล์ เพื่อเริ่มกระบวนการจำลองแบบและสร้างอนุภาคไวรัสใหม่

การแพร่กระจาย
การติดเชื้อเกิดขึ้นหลักๆ ผ่านทางละอองฝอยที่เกิดจากการไอหรือจาม ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ง่ายในระยะใกล้เคียงกัน

วิวัฒนาการและการกลายพันธุ์
SARS-CoV-2 มีความสามารถในการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจมีความแตกต่างในด้านการแพร่ระบาดและความรุนแรงของโรค

ความรุนแรงของโรคติดเชื้อโควิด (COVID-19) 

ผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการทางระบบทางเดินหายใจตั้งแต่อาการน้อยจนถึงปานกลาง และสามารถหายได้เองโดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการรักษาแบบพิเศษ อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงจะมีอาการที่รุนแรงและจำเป็นต้องดูแลรักษาอย่างไกล้ชิด ได้แก่ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือโรคอื่นๆ ที่มีแนวโน้มจะแสดงอาการที่รุ่นแรง

ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อผ่านทางช่องทางปากและจมูกในรูปแบบละอองขนาดเล็กเมื่อมีการไอ จาม พูด หรือหายใจ 

การป้องกันการติดเชื้อโควิด (COVID-19)

  • ฉีดวัคซีนเชิ้อโควิด
  • เว้นระยะห่างทางสังคม 
  • ใส่หน้ากากอนามัย
  • ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ
  • หากมีอาการเจ็ปป่วยให้พักรักษาตัวแยกออกจากกลุ่มสังคม

อาการของผู้ที่ติดเชื้อโควิด (COVID-19) 

อาการที่พบได้บ่อย
  • มีไข้
  • ไอ
  • อ่อนเพลีย
  • สูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นและรับรส
อาการที่พบไม่บ่อยนักมีดังนี้
  • เจ็บคอ
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยเนื้อตัว
  • ท้องเสีย
  • มีผื่นบนผิวหนัง หรือนิ้วมือนิ้วเท้าเปลี่ยนสี
  • ตาแดงหรือระคายเคืองตา


แหล่งอ้างอิง

https://www.who.int/health-topics/coronavirus#tab=tab_1

https://www.who.int/thailand/health-topics/coronavirus

ไวรัสตับอักเสบบี และการตรวจหาเชื้อและภูมิต่อไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B blood tests)

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)
    ไวรัสตับอักเสบบีเป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่ตับชนิดรุนแรงที่พบบ่อยที่สุดในโลกโดยมากกว่า 2 พันล้านคนหรือ 1 ใน 3 ของประชากรโลกมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และในทุกปีมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูงถึง 1 ล้านคนถึงแม้ว่าในปัจจุบันเราจะมีวิธีป้องกันและรักษาการติดเชื้อไวรัสนี้แล้วก็ตาม
การระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจะเป็นในลักษณะ silent epidemic เพราะคนส่วนจะไม่แสดงอาการผิดปกติเมื่อมีการติดเชื้อ หรือมีการติดเชื้อแบบเรื้อรัง (chronically infected) ทำให้คนกลุ่มนี้มีการแพร่เชื้อไปสุ่คนอื่นโดยที่ไม่รู้ตัว

    ไวรัสตับอักเสบบีเป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านทางเลือด และสารคัดหลั่งต่าง ๆ (body fluids) ซึ่งเกิดจากความเสี่ยงจากการสัมผัสเลือด การมีเพศสัมพันธุ์แบบไม่ป้องกัน การใช้สารเสพติดผ่านเข็มที่ไม่สะอาดหรือมีการใช้ซ้ำ และยังสามารถติดต่อจากแม่สู่ลูกได้ตอนตั้งครรภ์ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามไวรัสตับอักเสบบีนั้นมีวิธีป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนในผู้ที่ไม่เคยได้รับเชื้อมาก่อน ซึ่งในปัจจุบันเราใช้วิธีการตรวจเลือด (blood test) เพื่อวินิจฉัยว่าในตัวเรามีเชื้อหรือเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อนหรือไม่

การตรวจเลือดเพื่อดูการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis B blood test)
    สำหรับการตรวจไวรัสตับอักเสบบีจะมีการตรวจเป็นชุดหรือหลายการทดสอบ (Hepatitis B panel) เพื่อใช้ในการวินิจฉัยหรือสรุปผลโดยการทดสอบทำให้ทราบถึงภาวะต่าง ๆ ได้เช่น มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีภูมิคุ้มกันจากธรรมชาติ และมีภูมิคุ้มกันจากการฉัดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี โดยการตรวจนั้นจะประกอบด้วย 3 การทดสอบหลักสำหรับการวินิจฉัยการติดเชื้อ (นอกจาก 3 ตัวต่อไปนี้ จะยังมีการทดสอบอื่น ๆ อีกเพื่อการติดตามการรักษา หรือในกรณีที่การตรวจเบื้องต้นยังไม่ชัดเจน)

1. HBs Ag (Hepatitis B surface antigen)
    เป็นการทดสอบหาแอนติเจนบนเปลือกหรือผิว (surface) ของเชื้อไวรัสตับอีกเสบบีในเลือด ถ้าผลตรวจเลือดออกมาเป็นบวก (positive or reactive) หมายความว่า ผู้ป่วยมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และสามารถที่จะติดต่อสู่ผู้อื่นได้

2. Anti-HBs หรือ HBs Ab (Hepatitis B surface antibody)
    เป็นการทดสอบหาแอนติบอดี หรือภูมิคุ้มกันต่อแอนติเจนบนผิวของตัวไวรัสตับอักเสบบี ถ้าผลตรวจเลือดเป็นบวก (positive or reactive) หมายความว่าในร่างกายเรามีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบีทั้งจากกรณีที่ร่างกายสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติจากการที่เคยติดเชื้อมาก่อนและหายจากเชื้อ หรือในกรณีที่มีการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน (จำเป็นต้องแปลผลร่วมกับการทดสอบอื่นเผื่อทราบว่าเกิดจากกรณีไหน)

3. Anti-HBc หรือ HBc Ab (Hepatitis B core antibody)
    เป็นการทดสอบหาแอนติบอดิต่อแอนติเจนที่อยู่แกนกลางด้านในของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผลตรวจเลือดเป็นบวก (positive or reactive) หมายความว่าร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันต่อแอนติเจนแกนกลางของเชื้อซึ่งการพบอยู่ในเลือดนั่นบ่งชี้ถึงการที่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือกำลังติดเชื้อไวรัสก็ได้ (past or current infection) จำเป็นแปลผลร่วมกับสองตัวด้านบน หรือตรวจละเอียดเพิ่มเติมถึงจะทรายแน่ชัดเป็นกรณีไหน เช่นตรวจแยกชนิดว่าเป็น IgM หรือ IgG anti-HBc

ผลเลือด (Test Result)การแปลผล (Interpretation)
HBsAg(+)
anti-HBs(-)
ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Chronic HBV Infection)
HBsAg(-)
anti-HBs(+)
มีภูมิต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Immune to HBV)
HBsAg(-)
anti-HBs(-)
ไม่มีภูมิต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จำเป็นต้องฉัดวัคซีน (Unprotected, needs vaccination)
HBsAg(+)
anti-HBs(+)
ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Chronic HBV infection)

แหล่งอ่างอิง


การตรวจน้ำตาลปลายนิ้วคืออะไร และวิธีการทำด้วยตนเองทำอย่างไร


การตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว คืออะไร
       การตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว คือ การวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่า glucometer หรือ เครื่องตรวจน้ำตาลชนิดพกพา โดยใช้เลือดเพียงหยอดเดียวจากการเจาะที่ปลายนิ้วครับ โดยวิธีนี้เราสามารถทำการตรวจได้ด้วยตนเองที่บ้านเพียงแค่มีชุดอุปกรณ์ glucometer ที่ในปัจจุบันเราสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือร้านขายยาทั่วไป ราคาเริ่มตั้งแต่พันต้น ๆ ครับ

ตรวจน้ำตาลปลายนิ้วมีประโยชน์อย่างไร ?
       วิธีการตรวจน้ำตาลปลายนิ้วถูกพัฒนาจนมีความแม่นยำ และน่าเชื่อถือสูงไกล้เคียงกับการตรวจโดยห้องปฏิบัติการทางการแพทย์เลยทีเดียวครับ ซึ่งประโยชน์ของการตรวจน้ำตาลปลายนิ้วจริง ๆ คือความสะดวก และสามารถทำได้ด้วยตนเอง หรือตัวผู้ป่วยเองที่บ้าน เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานติดตามการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองจากปัจจัยต่าง ๆ เช่นการรับประทานอาหาร หรือ การฉีดฮอร์โมนอินซูลิน นอกจากผู้ป่วยเบาหวานแล้ว ผู้ที่พบว่ามีอาการผิดปกติจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ และสูงอยู่บ่อยครั้ง ก็สามารถใช้วิธีการเจาะตรวจน้ำตาลปลายนิ้วเพื่อติดตามระดับน้ำตาลในเลือดของตนได้ ณ เวลานั้นเพื่อรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ด้วยครับ

วิธีการตรวจน้ำตาลปลายนิ้วด้วยตนเอง
       สำหรับวิธีการตรวจน้ำตาลปลายนิ้วด้วยตนเองมีขั้นตอนดังนี้ครับ
1. ทำความสะอาดบริเวณปลายนิ้วที่จะทำการเจาะเลือดสำหรับตรวจด้วย 70% แอลกอร์ฮอล รอให้แห้ง
2. ทำการสะกิดบริเวณปลายนิ้วที่ทำความสะอาดแล้วด้วยเข็ม หรอือาจใช้ตัวเจาะปลายนิ้วเฉพาะที่ได้มาจากเครื่องก็ได้ครับ
3  ทำการบีบเลือดออกมา และเช็ดเลือดหยดแรกทิ้งไปด้วยสำลีสะอาด จากนั้นจึงบีบเลือดหยดที่สอง
4. ทำการหยดเลือดลงในช่องของแผ่นตรวจ (strip) จากนั้นรอให้เครื่อง glucometer อ่านค่าน้ำตาล ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
5. ใช้สำลีวางไว้บนลอยแผลแล้วกดไว้สัก 3-5 นาทีเพื่อให้แผลปิดสนิท




ปล. การเตรียมเครื่อง glucometer ทำโดยการเสียบแผ่นตรวจเข้ากับตัวเครื่อง ทิ้งไว้สัก 5 วินาทีจนเครื่องขึ้นสัญญานให้เราหยดเลือดลงในแผ่นได้ครับ

ปล2. เครื่อง glucometer เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์เช่นเดียวกับที่ใช้ในห้องแล็บของ รพ. จึงจำเป็นต้องมีการตรวจเช็คสภาพเครื่องอยู่เสมอด้วยครับ จึงจะได้ค่าที่มีความถูกต้องแม่นยำ ควรปฏิบัติตามคู่มืออย่างเคร่งคลัดนะครับ



การตรวจเลือดดูการทำงานของไต (Renal Function Test)

From : Wikimedia Commons
       ไต เป็นอวัยวะมีหน้าที่หลักในการกรองของเสีย และรักษาดุลยภาพของสารในร่างกายตัวอย่างเช่น เกลือแร่ (โซเดียม และโพแทสเซียม) ความผิดปกติของไตจะส่งผลให้การทำหน้าที่หลักของไตลดลงตั้งแต่ระดับเบื้องต้น เสื่อมสภาพเรื้อรัง จนถึงการวายของไตอย่างเฉียบพลัน ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้จะส่งผลต่อค่าสารในร่างกายทำให้มีระดับที่สูง หรือต่ำกว่าปกติ 
       ในปัจจุบันการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมิณการทำงานของไตก็ได้แก่การตรวจเลือดหาค่า BUN, Creatinine และ Glomerular filtration rate (GFR) และการตรวจปัสสาวะ(Urine analysis)


1. Blood Urea Nitrogen (BUN)
     BUN เป็นของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญโปรตีนในร่างกาย และจะถูกกำจัดออกจากร่างกายผ่านทางไต เมื่อปริมาณ BUN ในเลือดสูงขึ้นอาจเปิดจากการกำจัดสารออกจากร่างกายได้ไม่ดี หรือการทำงานของไตมีปัญหานั่นเอง 

     ค่าปกติ : 7 - 25 mg/dl    
    ค่าสูง   การทำงานของไตผิดปกติ หรือการรับประทานอาหารประเภทโปรตีนมากเกินไป  หรือยาบางชนิด
     ค่าต่ำ   บ่งชี้ว่าขาดอาหาร การดูดซึมอาหารไม่ดี ตับเสีย

2. Creatinine
      Creatinine เป็นของเสียที่เกิดจากเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ และสามารถพบได้ในเลือดซึ่งจะถูกขับออกทางไต เมื่อการทำงานของไตผิดปกติก็จะส่งผลต่อการกำจัด creatinine ในเลือดด้วย ทำให้ระดับของ creatinine ผิดปกติไป จึงใช้ค่านี้บ่งชี้ภาวะการทำงานของไตได้

    ค่าปกติ : 0.7 - 1.4 mg/dl
    ค่าสูง  สูงควบคู่ BUN บ่งบอกถึงการทำงานของไตที่เสื่อมสภาพจากภาวะบางอย่าง
    ค่าต่ำ  พบได้ใน โรคไต โรคตับ

3. Estimated Glomerular Filtration Rate (eGFR)
      GFR  เป็นค่าประมาณอัตราการกรอวของเสียของไต โดยทำการคำนวณจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ ผลการตรวจระดับ creatinine อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง ออกมาเป็นตัวเลข โดยมีค่าปกติประมาณ 90-120  หากพบว่ามีค่า GFR ต่ำกว่า  60 อาจบ่งบอกถึงอาการแรกเริ่ทของโรคไตได้ครับ

4. Urine Analysis for Albumin
      Albumin เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกายของเรา และสามารถพบได้ในระบบเลือด เมื่อมีการหลุด หรือพบโปรตีนในปัสสาวะปริมาณมาก อาจบ่งบอกถึงอัตราการกรองของไตที่เริ่มเสื่อมลงได้ครับ  

การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ (Liver function test)

   
     ตับ (liver) เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งในร่างกายมีหน้าที่ในการกำจัดสารพิษที่อันรายต่อร่างกาย รวมถึงยาต่าง ๆ ที่ร่างกายได้รับส่วนเกินก็จะถูกกำจัดออกโดยตับ นอกจากนั้นตับยังมีหน้าที่ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการสังเคราะห์โปรตีน เอนไซม์ หรือไขมัน

     การตรวจการทำงานของตับ หรือ Liver function test คือการตรวจเพื่อ ตรวจวินิจฉัย ประเมิณ หรือติดตามการรักษาโรคตับ (liver diseases) หรือการอักเสบของเนื้อเยื่อตับจากปัจจัยต่างๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบ พิษสุราเรื้อรัง และการได้รับยาอย่างต่อเนื่องในปริมาณมาก ๆ ซึ่งการตรวจก็สามารถตรวจได้จากเจาะเลือดตรวจสารบ่งชี้ความผิดปกติ เพื่อประเมิณเบื้องต้นได้ โดยในการตรวจกลุ่มนี้ก็จะประกอบด้วยสารบ่งชี้หลายชนิดด้วยกัน ได้แก่

1. Alanine aminotransferase (ALT)
      ALT หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Serum Glutamic Pyruvic Transaminase (SGPT) เป็นเอนไซม์ตัวหลักที่พบได้ในตับ ดังนั้นเมื่อเกิดความผิดปกติของตับจึงทำให้สามารถตรวจพบ ALT สูงขึ้นมากกว่าปกติในเลือดได้ และ ALT ถือเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีสำหรับการตรวจประเมิณการอักเสบของตับ (hepatitis)

      ค่าปกติ : 0 - 48 U/L
      ค่าสูง พบใน โรคตับ หรือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B virus) จะสูงถึง 40 เท่า

2. Aspartate aminotransferase (AST)
       AST หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Serum Glutamic Oxalocetic Transaminase (SGOT) เป็นเอนไซม์ที่พบได้ในตับเช่นเดียวกับ ALT แต่ AST มีความจำเพาะต่อตับน้อยกว่า ALT เนื่องมาจาก AST เป็นเอนไซม์ที่ยังสามารถพบได้ในอวัยวะอื่น ๆ ได้เช่นกัน เช่น หัวใจ หรือกล้ามเนื่อลาย โดยปกติมักตรวจคู่กับ ALT เพื่อประเมิณการทำงานของตับเบื้องต้น

      ค่าปกติ: 0 - 42 U/L
      ค่าสูง พบใน ภายหลังภาวะ Heart Attack , โรคตับ, โรคการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ


3. Alkaline phosphatase (ALP)
      ALP เป็นเอนไซม์ที่พบได้มากในเซลล์เยื่อบุผิวของท่อน้ำดีที่อยู่ในตับ ดังนั้นเมื่อเกิดการอุดตันท่อน้ำดีก็จะทำให้เกิดการอักเสบเซลล์เยื่อบุผิวของท่อน้ำดีและทำให้ ALP นั้นถูกปล่อยออกมามากทำให้เราสามารถตรวจพบ ALP เพิ่มสูงขึ้นในกระแสเลือดได้นั่นเอง อย่างไรก็ตามในกระดูกก็พบว่ามีการสร้าง ALP ออกมาได้เช่นกัน

      ค่าปกติ : 20 - 125 U/L     ค่าสูง  เป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะการอุดตันของท่อน้ำดี 
     ค่าต่ำ  เป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะขาดโปรตีน ขาดอาหาร ขาดวิตามิน

4. Albumin     albumin เป็นโปรตีนส่วนใหญ่ที่พบในกระแสเลือด ถูกสร้างมาจากตับ โดยปกติแล้ว albumin ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมแรงดันออสโมติกของเลือด และทำหน้าที่เป็นโปรตีนตัวพา (carrier) ของสารโมเลกุลที่ไม่ชอบละลายในน้ำ เช่น steroid hormone ซึ่งจะทำให้ hormone เหล่านั้นละลายในน้ำและไหลไปตามกระแสเลือดสู่อวัยวะเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     ค่าปกติ: 3.2 - 5.0 g/dl     ค่าต่ำ แสดงถึง ภาวะขาดอาหาร ท้องเสีย ไข้ ติดเชื้อ โรคตับ ขาดสารอาหารประเภทเหล็ก


5. Albumin/Globulin Ratio (A/G ratio)
      A/G ratio เป็นอัตราส่วนของโปรตีน 2 ชนิดที่สำคัญที่อยู่ในเส้นเลือด ได้แก่ Albumin ต่อ Globulin ซึ่งทั้งสองตัวถูกสร้างโดยตับ ดังนั้นเมื่ออัตราส่วนของทั้งสองโปรตีนผิดปกติไปบ่งบอกถึงภาวะการทำงานของตับผิดปกติได้ หรือภาวะการติดเชื้อบางชนิด บางครั้งก็ตรวจในรายการ total protein (TP) ไปเลยก็ได้ครับ

     ค่าปกติ : 0.8 - 2.0
     ค่าต่ำ พบได้ในโรคที่เกี่ยวข้องกับตับ ไต และการติดเชื้อบางชนิด
     ค่าสูง เกินไปไม่มีความสำคัญมากนัก

6. Bilirubin
     Bilirubin เป็นสารที่เกิดจากขบวนการสลายฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุหรือเม็ดเลือดแดงที่แตกสลายจากภาวะบางอย่าง โดยขบวนการนี้เกิดขึ้นที่ม้าม หลังจากนั้น bilirubin จะถูกส่งมาที่ตับและตับจะขับสารนี้ออกจากเลือดทางน้ำดี ซึ่ง bilirubin เป็นตัวบ่งชี้ให้ทราบถึงภาวะการทำงานของตับได้เช่นกัน

     ค่าปกติ : 0 - 1.3 mg/dl
     ค่าสูง การทำงานของตับผิดปกติเช่น ตับอักเสบ ภาวะตับล้มเหลว และท่อน้ำดีอุดตับทำให้ตับไม่สามารถกำจัด bilurubin ออกจากร่างกายได้ หรือภาวะเลือดถูกทำลายมากเกินไปตับไม่สามารถกำจัดออกได้ทันนั่นเอง

     สำหรับการตรวจหลักที่ใช้ทั่วไปในการวินิจฉัยการทำงานของตับด้วยการตรวจทางเลือดก็มีดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามยังมีการทดสอบอื่น ๆ อีกที่ใช้ในการวินิจฉัย ขึ้นอยู่กับสภาพ และการตัดสินใจของแพทย์ผู้ตรวจครับ สุดท้ายนี้อย่าลืมนะครับว่าผลเลือดที่ได้ควรให้แพทย์ผู้ทำการรักษาแปลผลร่วมกับอาการเพื่อทำการวินิจฉัยถึงสาเหตุของความผิดปกติที่พบในเลือด เราไม่สามารถแปลผลได้เองจากเลือดครับ เพราะอาจผิดพลาดได้

ภาวะไขมันในเลือดสูง (hyperlipidemia) กับความเสี่ยงโรคหัวใจและเส้นเลือดตีบตัน


       ปัจจุบันไขมันเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจ (heart disease) โดยในการตรวจสุขภาพประจำปีก็มักจะมีการตรวจไขมันร่วมด้วยทุกครั้ง เราคงคุ้นเคยกับ cholesterol เป็นอย่างดี แต่บางท่านเมื่อไปตรวจสุขภาพ หรืออ่านเจอในบทความต่างๆ คงได้ยินคำว่า ไขมันดี หรือ HDL-c และไขมันเสีย หรือ LDL-c มาบ้าง วันนี้เลยจะมากล่าวถึงชนิดของไขมัน และความเสี่ยงเมื่อมีไขมันในเลือดสูงกันครับ

       ไขมัน (lipid) เป็นสารชีวโมเลกุลชนิดหนึ่งที่สำคัญอย่างมากในร่างกายเรา ทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลล์ในร่างกาย และกักเก็บเป็นแหล่งพลังงานสำรองของร่างกาย ไขมันถือเป็นสารชีวโมเลกุลสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้เลยทีเดียว ไขมันกลุ่มที่สำคัญที่ใช้ในการบ่งชี้ทางการแพทย์คือไขมันกลุ่มที่อยู่ในเลือดของเรา โดยไขมันในเลือดที่มีปริมาณมากเกินไปย่อมส่งผลเกิดการสะสมไขมันในผนังหลอดเลือดจนเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว และมีความเสี่ยงของโรคหัวใจ  โดยไขมันในเลือดที่ถูกใช้เป็นตัวชี้วัดทางการแพทย์ก็จะมีอยู่ 4 ได้แก่ คลอเลสเตอรอล (cholesterol)  ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ไขมันเสีย (LDL-cholesterol) และ ไขมันดี (HDL-cholesterol)

http://medicinabih.info/en/elevated-blood-lipids.html


       การตรวจระดับไขมันในเลือดถูกนำไปใช้เป็นตัวบ่งชี้เบื้องต้นในการทำนายความเสี่ยงของโรคหัวใจ (heart disease) และโรคสมองขาดเลือดจากการอุดตัน หรือตีบตันของเส้นเลือด (stroke) โดยมักจะตรวจอยู่ในรายการ lipid profile ที่มีประกอบไขมัน 4 รายการดังนี้

  1. คลอเลสเตอรอลรวม (total cholesterol)  เป็นตัวบ่งชี้ระดับคลอเลสเตอรอลโดยรวม ทั้ง HDL-c และ LDL-c และยังรวมถึง triglyceride ภายในเลือด โดยมีค่าปกติไม่ควรเกิน 200 mg/dl 
  2. ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานให้แก่ร่างกาย ปกติจะตรวจควบคู่กับไขมันตัวอื่น ๆ ค่าปกติไม่ควรเกิน 150 mg/dl
  3. Low-density lipoprotein (LDL-cholesterol) เป็นโมเลกุลที่ประกอบด้วยไขมัน และโปรตีนทำหน้าที่เป็นตัวพาคลอเลสเตอรอลในเลือด เรามักเรียกไขมันชนิดนี้ว่า ไขมันเสีย (bad) เพราะเมื่อไขมันชนิดนี้มีมากเกินไปในหลอดเลือดจะทำให้เกิดการสะสมจนเกิดการอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ และหลอดเลือดตีบตัน โดยมีค่าปกติไม่ควรเกิน 100 mg/dl
  4. High-density lipoprotein (HDL-cholesterol) เป็นโมเลกุลที่ทำหน้าที่ดูดซับคลอเลสเตอรอล และนำกลับสู่ตับซึ่งเป็นศูยน์กลางเมทาบอลิซึมของไขมัน หรือพูดง่ายๆ ก็คือคอยทำหน้าที่กำจัดคลอเลสเตอรอลออกจากเลือดของเรา ช่วยลดการอุดตันของหลอดเลือด เราจึงนิยมเรียกว่า ไขมันดี ค่าปกติคือยิ่งสูงยิ่งดี  แต่ถ้าต่ำกว่า 40 mg/dl จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

ไขมันในเลือด การตรวจไขมันในเลือด คลอเลสเตอรอลในเลือด ไขมันกับโรคหัวใจ ตรวจไขมันในเลือด
คลอเลสเตอรอลสูง คลอเลสเตอรอลในเลือดสูง

การงดน้ำ และอาหารก่อนเจาะเลือดทำอย่างไร


การงดน้ำ และอาหารก่อนเจาะเลือด (Fasting before blood tests)
          ในปัจจุบันการตรวจเลือดเป็นวิธีพื้นฐานทางการแพทย์ที่จะใช้ในการวินิจฉัย ประเมิน และติดตามการรักษาโรค ซึ่งในการตรวจเลือดบางรายการเช่น น้ำตาลและไขมันนั้น สารอาหารที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจะทำให้ค่าการตรวจเลือดผิดพลาดได้ จึงจำเป็นที่จะต้องทำการงดน้ำ และอาหารข้ามคืนก่อนที่จะดำเนินการเจาะเลือดเพื่อตรวจในห้องปฏิบัติการ โดยคำถามที่มักพบสำหรับผู้ป่วยที่อาจไม่ทราบมาก่อนว่าต้องงดอย่างไร ระยะเวลาเท่าไหร่ ทำไมบางครั้งอดในระยะเวลาที่ไม่เท่ากัน หรือบางครั้งไม่ต้องอดอาหารเลย ซึ่งทั้งหมดมีคำตอบให้ในบทความนี้ครับ

          วิธีปฏิบัติสำหรับการงดน้ำ และอาหารก่อนเจาะเลือด
          การอด หรืองดอาหาร หมายถึงห้ามกินอาหารชนิดใด ๆ เลย รวมถึงลูกอม น้ำหวาน น้ำผลไม้ กาแฟ และอื่นๆ ที่มีรสชาติ สิ่งเดียวที่สามารถทานได้คือ น้ำเปล่า เท่านั้นครับ เพราะสารอาหารเหล่านี้จะไปรบกวนการตรวจ และอาจทำให้ผลการวิเคราะห์ผิดพลาดไป ส่งผลต่อการวินิจฉัย และการรักษาโดยตรงครับ เพราะฉะนั้นต้องปฏิบัติตามหลักการอย่างถูกต้องนะครับ

          ต้องงดน้ำ และอาหาร นานแค่ไหน?
          โดยปกติแล้วเรามักจะได้รับคำแนะนำในใบนัดของทางโรงพยาบาลว่าให้งดอาหารหลังเที่ยงคืน หรือข้ามคืนก่อนมาเจาะเลือดในตอนเช้า เนื่องจากคนไข้ส่วนมากนั้นไม่ได้เข้าใจ หรือไม่ได้มานั่งนับชั่วโมงตามที่หมอหรือพยาบาลแนะนำไว้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราควรงดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง หรือไม่เกิน 10 ชั่วโมงสำหรับการตรวจค่าน้ำตาลในเลือด (fasting blood sugar) และ 10-12 ชั่วโมงสำหรับการตรวจไขมันในเลือด (lipid profile) ดังนั้นเมื่อเราทราบระยะเวลาแล้วก็สามารถที่จะบริหารเวลาของเราให้ตรงตามต้องการ และเวลาที่จะเดินทางไปเจาะเลือดได้ดีขึ้นครับ

การตรวจเลือดใดบ้างที่ต้องอดอาหาร?
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเราจะงด 8-10 ชม. สำหรับการตรวจน้ำตาล และ 10-12 ชม. สำหรับการตรวจไขมันในเลือด (lipid profile) นอกจากสองตัวนี้แล้วไม่จำเป็นต้องทำการงดน้ำงดอาหารครับ เช่น การตรวจการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ ไวรัสเอชไอวี (HIV) และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ หรือการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของไต และการทำงานของตับ 

ข้อควรระวัง
ในการตรวจเลือดทางการแพทย์มีการตรวจที่ค่อนข้างหลากหลายมากบางครั้งอาจมีรายการตรวจที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาจำเป็นต้องงดอาหารเช่นกัน แต่รายการเหล่านั้นมักจะได้รับการชักถามหรือแจ้งเตือนเป็นพิเศษอยู่แล้วครับ นอกจากนั้นการงดอาหารในผู้ป่วยในรายที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว หากต้องการตรวจสุขภาพด้วยตนเองควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์เจ้าของไข้ก่อนทำการงดน้ำหรือ อาหารเพื่อที่จะทำการตรวจไขมัน หรือน้ำตาลนะครับ



เมื่อเรามีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการงดน้ำ งดอาหารมากขั้น คงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ สำหรับผู้มีแผนจะไปทำการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลด้วยตนเอง จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปหลายรอบ หรือต้องรอให้ครบระยะเวลาก่อนเจาะเลือดครับ ขอบคุณครับ

#การงดน้ำและอาหาร#งดอาหารและน้ำก่อนเจาะเลือด#อดอาหารอย่างไรก่อนเจาะเลือด#ทำไมต้องอดอาหารและน้ำก่อนเจาะเลือด#ตรวจอะไรบ้างที่ต้องอดอาหารและน้ำ#อดอาหาร#อดน้ำ#ก่อนเจาะเลือด#อดอาหารนานเท่าไหร่#ระะเวลาที่ต้องอดอาหารและน้ำก่อนเจาะเลือด#เจาะเลือด#

โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)

โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)

            โปรตีนคือสารชีวโมเลกุลขนาดใหญ่และมีโครงสร้างซับซ้อนเกิดจากหน่วยย่อยกรดอะมิโน(amino acid) จำนวนมากตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพันหน่วยมาต่อกันเกิดเป็นสายยาว(long chains) เรียกว่า polypeptide ซึ่งในสายหรือระหว่างสายของ polypeptide เองก็จะเกิดพันธะทางเคมีขึ้นได้ทำให้โปรตีนมีโครงสร้างที่แตกต่างกันออกไปและทำให้โปรตีนเองมีคุณสมบัติที่หลากหลายและโครงสร้างซับซ้อน
            กรดอะมิโนเป็นหน่วยย่อย(monomer) ของโปรตีนซึ่งประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 20 ชนิด โครงสร้างของกรดอะมิโนประกอบด้วย หมู่อะมิโน(NH3) หมู่คาร์บอกซิล(COO-) และหมู่ R หรือ side chain ที่จับอยู่กับ alpha carbon โดยกรดอะมิโนแต่ละชนิดจะมีโครงสร้างเหมือนกันจะแตกต่างกันเพียงแค่หมู่ R เท่านั้น กรดอะมิโนแต่ละตัวจะมีเชื่อมต่อกันโดยพันธะเพปไทด์(peptide bond) ระหว่างหมู่คาร์บอกซิลและหมู่อะมิโน ดังนั้นสิ่งที่กำหนดคุณสมบัติของโปรตีน หน้าที่ของโปรตีน และโครงสร้างของโปรตีนก็คือ ชนิดของกรดอะมิโนในสายโปรตีน หรือหมู่ R ที่ตัวกำหนดชนิดของกรดอะมิโน และความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสายโปนตีนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนเพียงตัวเดียวจะส่งผลกับหน้าที่และโครงสร้างของโปรตีนอย่างมาก

http://www.proprofs.com/flashcards/story.php?title=biological-molecules-aqa-proteins

            โครงสร้างของโปรตีนจะมีทั้งหมด 4 ระดับ เมื่อเกิดสังเคราะห์โปรตีนโดยการต่อกันของกรดอะมิโนเป็น polypeptide สายยาวเกิดขึ้นโครงสร้างนี้เรียกว่า primary structure ต่อมา polypeptide จะเกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้อยู่ในรูปที่เสถียรมากกว่า primary structure กลายเป็นโครงสร้าง secondary structure แบบแผ่น หรือ beta-pleated sheets และแบบเกลียว(alpha-helices) ความแตกต่างของกรดอะมิโนภายในโครงสร้างจะเป็นตัวกำหนดว่าจะเกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเป็นแบบไหนโดยจะมีกรดอะมิโนตัวที่เป็น signature ว่าตรงส่วนนั้นจะเป็น beta-pleated sheets หรือ alpha-helices เช่น methionine, alanine , leucine uncharged glutamate และ lysine (MALEK) เป็น signature ที่จะทำให้เกิด helix forming ในขณะที่ proline และ glycine  จะเกิดได้ยากกว่า


            Tertiary structure เกิดจาก interaction ระหว่างกรดอะมิโนในโครงสร้างของ primary หรือ secondary เกิดโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่ามาก และเกิดเป็นโครงสร้างสามมิติของโปรตีน โดย interaction ที่เกิดขึ้นอาจเกิดขึ้นจากทั้งจากแรงที่อ่อนที่สุดอย่าง H bond หรือ Van der Waals หรือพันธะที่แข็งแรงอย่าง ionic bond และ disulfide bond ที่เกิดจาก thiol group ระหว่าง cysteine ด้วยกันเองเป็นพันธะที่แข็งแรงมากทำให้โครงสร้างสามมิติของโปรตีนมีความเสถียร์และแข็งแรงมากๆด้วยเช่นกัน  นอกจากนี้โปรตีนบางชนิดเป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างซับซ้อนโดยเกิดจากโปรตีน(protein subunit) หลายๆตัวมารวมกันโดยเกิดเพียง weak interaction ระหว่าง subunit ตัวอย่างเช่น hemoglobin เราเรียกว่าโครงสร้างแบบนี้ว่าเป็น quaternary structure





โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)#โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)#โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)#โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)#โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)#โครงสร้างโปรตีน (Protein structure)

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) คืออะไร?

   

           โรคเบาหวานเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในประชากร โดยพบประมาณ 1-3% ของประชากรไทยและส่วนมากจะพบในผู้สูงอายุ โดยโรคเบาหวานนั้นเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถรักษาระดับน้ำตาลในร่างกาย(เลือด)ได้อย่างปกติ ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ คือมี ค่าน้ำตาลหลังอดอาหารมาแล้ว 8 ชั่วโมง หรือ Fasting blood glucose มากกว่า 100 mg/dL

           ระดับน้ำตาลในเลือดถูกควบคุมโดยการทำงานของฮอร์โมนที่ชื่อว่า อินซูลิน(Insulin) และกลูคากอน(glucagon) แต่ตัวที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานคือ การทำงานที่ผิดปกติของฮอรโมนอินซูลินทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆในร่างกาย ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงนั่นเองเพราะอินซูลินมีหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ ------> สาเหตุที่ทำให้ระบบการทำงานของอินซูลินผิดปกติมีหลายสาเหตุทำให้เราแบ่งโรคเบาหวานออกเป็น 2 ชนิดหลักๆตามสาเหตุและกลไกความผิดปกติ

               โรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 : เชื่อกันว่ามีสาเหตุมาจากพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ หรืออาจเกิดจากความผิดปกติที่ร่างกายไปสร้าง antibody ทำลาย beta cells ในตับอ่อนซึ่งเป็นอวัยวะที่สร้างอินซูลิน -----> ดังนั้นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นั่นจะพบมากกับเด็กหรือคนที่มีอายุยังไม่มาก โดยผู้ป่วยจะต้องรับการฉีดฮอร์โมนอินซูลินตลอดชีวิต
               โรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 : เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน(insulin resistance) ทำให้ร่างกายไม่มีการตอบสนองต่ออินซูลินแต่ร่างกายยังมีการสร้างอินซูลินปกติ หรือบางรายอาจพบว่าเกิดจากภาวะการสร้างอินซูลินต่ำทำให้ร่างกายกำจัดน้ำตาลออกจากกระแสเลือดได้ไม่ดี ซึ่งสาเหตุมาจากความเสื่อม ของ beta-cells ในตับอ่อน -----> จึงพบอุบัติการ์ณของเบาหวานชนิดที่ 2 มากในผู้สูงอายุนั่นเอง

อาการของโรคเบาหวาน
           มีอาการของผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนหนึ่งที่มักจะพบบ่อยและเราสามารถนำอาการเหล่านี้ไปสังเกตตนเองและคนไกล้ตัวได้เบื้องต้น แต่ทั้งนี้ระดับของอาการนั่นจะแตกต่างกัน หรืออาการที่แสดงออกอาจไม่เหมือนกัน อาการเหล่านี้ได้แก่
  1. ถ่ายปัสสาวะบ่อย น่าจะสังเกตด้วยตนเองได้ง่ายสุดแล้วครับ
  2. กระหายน้ำผิดปกติ และหิวตลอดเวลา
  3. รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อย
  4. น้ำหนักลดผิดปกติ(มักพบในเบาหวานชนิดที่ 1)
  5. ตามัว (ภาวะแทรกซ้อน) ถ้ามีอาการนี้ควรรีบพบแพทย์เลยนะครับ แสดงว่ามีการดำเนินของโรคมาไกลแล้วพอสมควร
  6. มีแผลที่หายยาก
  7. เหน็บชาที่มือและเท้า
  8. มีการติดเชื้อได้ง่าย
          อาการดังกล่าวข้างต้นโดยปกติแล้วผู้ป่วยโดยทั่วไปมักจะไม่แสดงอาการในระยะแรกๆ จนเมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์มักจะเป็นมากแล้วจนมีโรคหรือ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน  ตามมา เช่น จอตาเสื่อม ไตเสื่อม เป็นต้นครับ  ดังนั้นเราจึงจำเป็นมั่นตรวจสุขภาพประจำปีนะครับ จะดีกับตัวเรามากที่สุด อย่าให้เกิดเหตุการ์ณที่ต้องไปพบแพทย์ด้วยอาการเล็กๆน้อยๆแล้วต้องมาทราบว่าเราเป็นโรคเรื้องรังนะครับ

ความอันตรายของโรคเบาหวาน (Complications of DM)
            ระดับน้ำตาลที่เพิ่มสูงขึ้นในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานรักษาได้โดยการควบคุมหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของเราเป็นหลัก แต่ระดับน้ำตาลในเลือกนั่นไม่ได้มีความอันตรายต่อผู้ป่วยโดยตรงเพียงแค่ควบคุมให้อยู่ในระดับที่แพทย์สั่งเท่านั้น จะมีอันตรายก็ต่อเมื่อมันเพิ่มขึ้นสูงหรือลดลงต่ำจนถึงค่าวิกฤต(critical value) จนอาจทำให้เกิดอาการช็อคได้   แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานคือ ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน หรือ Complications of DM  ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานเสียชีวิต อาการเหล่านี้ได้แก่

  1. Retinopathy : จอตาเสื่อมและนำไปสู่ตาบอด
  2. Nephropathy : นำไปสู่ไตวายในที่สุด 
  3. Neuropathy : มีความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น มือ เท้ามีอารการชา ไร้ความรู้สึก 
  4. Altherosclerosis : ผู้ป่วยมีปัญหาทางระบบหลอดเลือดทั้งเส้นเลือดขนาดใหญ่ ที่จะนำไปสู่หลอดเลือดอุดตันเฉียบพลันจนเกิดหัวใจขาดเลือดได้ และเส้นเลือดขนาดเล็กที่เป็นสาเหตุของอาการแทรกซ้อนในข้อ 1-3 ข้างต้น 
              นอกจากนั้นการที่แผลของผู้ป่วยหายช้าก็เป็นผลมาจากหลอดเลือดที่ผิดปกตินี้เช่นกัน โดยคาดว่าสาเหตุเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้เป็นผลมาจากภาวะ hyperlipidemia และ protein glycation product ที่มักพบในผู้ป่วยเบาหวานส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว และ metabolism ของเซลล์ผิดปกติไป

              รู้แบบนี้แล้วเราควรสังเกตตัวเอง และมั่นตรวจสุขภาพอยู่เสมอนะครับ ไม่งั้นคุณอาจจะต้องอยู่กับภาวะน้ำตาลในเลือดสูงพร้อมกับโรคภัยต่างๆเพิ่มขึ้นมาจากภาวะแทรกซ้อนนี้นะครับ ตรวจสุขภาพง่ายนิดเดียวยอมเสียเวลาซักนิด


#โรคเบาหวาน คืออะไร #โรคเบาหวานอันตรายไหม#ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน#เบาหวน#น้ำตาล#ทำไมคนเป็นเบาหวานแผลหายช้า#เบาหวาน ตาบอด ตามัว#
#โรคเบาหวาน คืออะไร #โรคเบาหวานอันตรายไหม#ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน#เบาหวน#น้ำตาล#ทำไมคนเป็นเบาหวานแผลหายช้า#เบาหวาน ตาบอด ตามัว#
#โรคเบาหวาน คืออะไร #โรคเบาหวานอันตรายไหม#ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน#เบาหวน#น้ำตาล#ทำไมคนเป็นเบาหวานแผลหายช้า#เบาหวาน ตาบอด ตามัว#
#โรคเบาหวาน คืออะไร #โรคเบาหวานอันตรายไหม#ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน#เบาหวน#น้ำตาล#ทำไมคนเป็นเบาหวานแผลหายช้า#เบาหวาน ตาบอด ตามัว#

DNA ตอนที่ 2 : DNA ทำงานอย่างไร

ภาพจาก : http://science.howstuffworks.com/life/cellular-microscopic/dna4.htm

Chromosome , gene , DNA คืออะไร
        คำเหล่านี้เราคงคุ้นหูมานานแล้ว แต่เราแยกออกหรือไม่ว่าจริงๆแล้ว chromosome , gene และ DNA นั้นมันคือส่วนไหน?  ในความเป็นจริงแล้วทั้งสามสิ่งนี้มันก็คือสิ่งเดียวกันนั่นแหละครับ เพียงแต่เรามักจะพูดในมุมมองคนละมุมมองเวลาทำความเข้าใจแค่นั้นเอง โดย DNA จะประกอบด้วย nucleotide จำนวนมากมาต่อกันเป็นสายยาวๆ ยาวมากๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็จะขดๆรวมกันแน่นๆกับ protein ที่ชื่อว่า histone กลายเป็น Chromosome ทีนี้เนี่องจาก DNA หากนั้นเป็นคู่เบสแล้วมันมีจำนวนมากถึง 3 พันล้านคู่เบสเลยทีเดียว มันเลยแยกเก็บครับ เป็น Chromosome ทั้งหมด 46 แท่ง 

         แล้ว gene อยู่ส่วนไหนของทั้งสองสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น?  gene ก็คือลำดับเบสจำนวนหนึ่งครับ เช่น gene A มี 3,000 คู่เบส อยู่บน chromosome คู่ที่ 3 เป็นต้น   จากคำอธิบายข้างต้นคงพอเข้าใจนะครับว่าทั้งสามสิ่งนี้มันคือสิ่งเดียวกับ ต่อมาเราก็มาดูว่ามันทำหน้าที่กันอย่างไรครับ

DNA ทำงานอย่างไร : How DNA works?
              DNA เป็นสารพันธุกรรมที่เก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเราไว้ในรูปแบบของรหัส(genetic codes) หรือที่เรารู้จักกันคือ gene นั่นเองครับ โดยรหัสเหล่านี้เป็นรหัสสำหรับกรดอะมิโน(amino acid)แต่ละตัว ที่จะถูกนำมาต่อกันและกลายเป็นโปรตีน(protein) ซึ่งโปรตีนเหล่านี้มีหลายชนิดมากมายและทำหน้าที่ได้หลากหลาย และจากการทำหน้าที่ของโปรตีนเหล่านี้เองที่กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิต หน้าที่ของโปรตีนมีดังนี้
  • Enzymes ทำหน้าที่ต่างๆมากมายภายในเซลล์ รวมถึงใน ขบวนการเพิ่มจำนวนของ DNA เอง 
  • Structural proteins เป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างต่างๆของร่างกาย (collagen และ keratin) 
  • Transport proteins เช่น oxygen-carrying hemoglobin ในเม็ดเลือดแดง 
  • Contraction proteins ในกล้ามเนื้อ actin และ myosin
  • Hormones เป็นสารที่ไปควบคุมการทำงานของเซลล์อื่นๆ เช่น insulin, estrogen, testosterone, cortisol 
  • Protective proteins เช่น antibodies ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
                จาก function การทำงานของโปรตีน เหล่านี้เองที่ก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิต เพราะโปรตีบควบคุมทั้ง การเพิ่มจำนวนของ DNA การแบ่งเซลล์ และการพัฒนาการของเซลล์ รวมถึงโครงสร้างและรูปร่างของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ และ ยังทำให้แต่ละคนหรือแต่ละสิ่งมีชีวิตมีความแตกต่างกัน  แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม


Genetic Codes 
             genetic code  คือ ลำดับเบส(พวก A,T,C,G,U) บน  polynucleotide ดังเช่นในรูปภาพข้างล่างครับ โดย สามลำดับเบส(codon) จะหมายถึงกรดอะมิโนหนึ่งชนิด กรดอะมิโนแต่ละชนิดก็จะถูกนำมาต่อกันตามลำดับเบสบน DNA ช่วงนั้น(gene)  เรื่อง codon กับ กรดอะมิโน จะกล่าวถึงละเอียดอีกทีภายหลังครับ

ภาพจาก : http://science.howstuffworks.com/life/cellular-microscopic/dna4.htm

จาก DNA สู่ Protein
            ใน DNA จะมีรหัสสำหรับใช้ในการสร้างโปรตีนอยู่ดังที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งก่อนที่จะมีการสร้างโปรตีนนั้นจะต้องมีขบวนการถอดรหัสเหล่านั้นออกมาจาก DNA ก่อนเพราะเซลล์จะไม่ใช้รหัสจาก DNA โดยตรงเป็นแม่แบบสำหรับการสร้างโปรตีน เราเรียกขบวนการถอดรหัสนั้นว่า Transcription ได้ออกมาเป็น mRNA แม่แบบสำหรับการนำไปสร้างเป็นโปรตีน ซึ่งจะถูกส่งออกมาที่ cytoplasm โดยการทำงานร่วมกันของ tRNA และ Ribosome ในการนำกรดอะมิโนมาต่อกันตามลำดับเบสที่ถอดออกมาจาก DNA เราเรียกขบวนการนี้ว่า Translation สุดท้ายได้ออกมาเป็นโปรตีนในที่สุด ซึ่งโปรตีนเหล่านั้นจะต้องไปผ่านขบวนการทางเคมีอีกมากมายเพื่อที่จะเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่ได้อย่างจำเพาะ ดังเช่นในรูปข้างล่างครับ สรุปแล้ว จาก DNA สู่ protein เราเรียกรวมว่า Central dogma ครับ

#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#
#DNA คืออะไร#gene คืออะไร#chromosome คืออะไร#DNA ทำงานอย่างไร#DNA#DNA#DNA#

ออทิสติค (autism) คืออะไร : Autism Spectrum Disorder (ASD)

d ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ที่มาภาพ : http://theinspirationroom.com/daily/2009/treehouse-talk-about-autism/

             Autism spectrum disorder (ASD) หรือที่คนไทยคุ้นหูว่า ออทิสติค เป็นความผิดปกติ (syndrome) ในด้านการพัฒนาการทางระบบประสาท (neurodevelopment disorder) ที่ส่งผลให้เกิดลักษณะทางพฤติกรรมที่ผิดปกติ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสังคม (social interaction) ด้านภาษาและการสื่อสาร (language and communication) และ ด้านพฤติกรรมแบบซ้า (repetitive-restrictive behaviors) โดยช่วงระหว่างปี 1991 ถึง 1997 พบว่ามีความชุก(prevalence) ของโรคเพิ่มสูงมากถึง 556% โดยการเพิ่มขึ้นนี้สูงกว่าโรคมะเร็ง หรือว่า Down syndrome เสียอีก โดยความผิดปกติในกลุ่มของ ASD จะถูกแบ่งตามลักษณะทางพฤติกรรม 3 ด้านดังที่กล่าวไปข้างต้น โดย Diagnostic and Statistical Manual of mental disorder, Fourth Edition ,Text Revision (DSM-IV-TR) ได้มีแบ่ง ASD ออกเป็น 5 Subtype ดังนี้                  
                    1)autistic disorder หรือ classic autism
                    2)Asperger disorder
                    3)disintegrative disorder
                    4)PDD not otherwise specified
                    5)Rett syndrome

            แต่ปัจจุบัน DSM-V ได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่โดยการวินิจฉัยจะสรุปรวมกันทั้งหมดว่ามีความผิดปกติเป็น ASD ซึ่งจะอาศัยความผิดปกติพฤติกรรม 2 คือ ด้านสังคมทีถูกรวมกับด้านภาษาและการสื่อสารจัดเป็นความผิดปกติด้านเดียวกัน โดย ASD ที่ถูกจัดใหม่นี้จะมาจัดแยกกันโดยแบ่งระดับความรุนแรงเป็น 3 ระดับ การจัดให้ผู้ป่วยทั้งหมดถูกวินิจฉัยว่าเป็น ASDs เหมือนกันนั้นจะทาให้ง่ายในการกาหนดและเลือกกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาทางด้าน ASDs ที่มีความซับซ้อนและมีความหลากหลายทางด้าน phenotype ส่วนกลไกลักษณะการเกิดความผิดปกตินี้มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมายทั้งทางด้านพันธุกรรม หรือสิ่งแวดล้อมล้วนส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางการพ มนาการของระบบประสาทได้ทั้งสิ้น ซึ่งนี้ก็ทาให้ ASDห เป็นความผิดปกติที่มีลักษณะการแสดงออกที่หลากหลาย (wide-ranging phenotype) และมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน และสาเหตุของ ASDs นั้นไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงสาเหตุเดียว แต่เชื่อว่าความผิดปกตินี้มีหลายๆสาเหตุเกิดร่วมกันทั้งจากพันธุกรรม (genetic) อิพิเจเนติค (epigenetic) หรือ สิ่งแวดล้อม(environment factor) ยกเว้นความผิดปกติที่เรียกว่า Rett syndrome โดยปัจจุบันเป็นที่ทราบกันแล้วว่าเกิดจาก de novo mutation หรือ microdeletion ของ methyl-CpG-binding protein2 (MeCP2) gene บน Xq28 ปัจจุบันมีหลักฐานทางงานวิจัยมากมายที่บ่งบอกว่าปัจจัยทางด้านพันธุกรรมโดยมีหลายยีนที่มีความเกี่ยวข้องกัน(multiple genetic factor) น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทาให้เกิดของ ASD

               ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาการเพิ่มขึ้นของอุบัติการ์ณ(incidence) ของ ASD เป็นที่น่าสนใจอย่างมาก โดยในอดีตนั้นเราจะพบคนเป็น ASD เพียง 2-5 จากประชากร 10,000 คน แต่ปัจจุบันเราสามารถพบคนที่เป็น ASD ได้1-2 คนจาก 1,000 คน ของ autistic disorder และ 6-10 คนจาก 1,000 คนสาหรับ subtype อื่นๆ นั้นแสดงให้เห็นว่าการวินิจฉัยและการรักษาความผิดปกติของ ASD นั้นยังมีความไว(sensitivity) และความจาเพาะ(specificity) เพียงพอสาหรับลักษณะของโรคที่เป็น wide-ranging phenotype นักวิจัยจึงพยายามที่จะหาความสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยง(risk factor) ต่างๆกับ ASD เพื่อที่หา biomarkers ที่มีความจาเพาะและความไวมากพอที่จะใช้ในการวินิจฉัยความผิดปกติและให้การรักษาอย่างเหมาะสมกบัลักษณธของแต่ละบุคคลและรักษาได้อย่างทันท่วงที เพราะปกติแล้ว ASD มักจะไม่แสดงอาการความผิดปกติออกมาจนกระทั่งอายุได้ประมาณ 2 ขวบ นั้นหมายความว่าเด็กมีการพัฒนาการทางระบบประสาทที่ผิดปกติไปแล้วนั่นเอง

ที่มาภาพ : http://www.nbcnews.com/health/kids-health/treating-infants-autism-may-eliminate-symptoms-n198671

 ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร
ออทิสติค(autism) คืออะไร

DNA ตอนที่ 1 : DNA คืออะไร และโครงสร้างของ DNA

สารพันธุกรรม (genetic materials) หมายถึงสารที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งสิ่งมีชีวิตระดับโปรคาริโอต (prokaryote) และยูคาริโอต (eukaryote) โดยสารพันธุกรรมประกอบด้วย ดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid หรือ DNA) และอาร์เอ็นเอ (ribonucleic acid หรือ RNA) การเก็บรักษาข้อมูลพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการเรียงลำดับของหน่อยย่อยที่สุดของ DNA และ RNA อย่างเป็นระเบียบและมีความหมาย ซึ่งหน่อยย่อยของดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอเราเรียกว่า นิวคลีโอไทด์ (nucleotide) สิ่งมีชีวิตจะทำการแปลรหัสข้อมูลนิวคลีโอไทด์เหล่านี้ออกมาเป็นโปรตีนเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ ของเซลล์หรือร่างกายของสิ่งมีชีวิตต่อไปผ่านการทำงานร่วมกันตั้งแต่ DNA RNA ไปจนถึงขั้นตอนการสั่งเคราะห์โปรตีน อย่างไรก็ตามสิ่งมีชีวิตบางประเภทจะเก็บข้อมูลพื้นฐานของตัวเองในรูปแบบของ RNA เท่านั้น เช่นไวรัสในกลุ่มรีโทรไวรัส หรือที่เรารู้จักกันดีก็คือไวรัสโควิด

ภาพที่ 1 แสดงโครงสร้างจำลองของ DNA
ที่มาภาพ : http://becuo.com/red-dna-wallpaper

  DNA (deoxyribonucleic acid )  
         
    DNA เป็นสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดบนโลกนี้ยกเว้น ไวรัสบางชนิดจะมี RNA เป็นสารพันธุกรรม แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่า DNA คืออะไร โครงสร้างเป็นอย่างไร และทำหน้าที่เป็นสารพันธุกรรมได้อย่างไร เก็บข้อมูลลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอย่างไร
    DNA หรือ deoxyribonucleic acid ซึ่ง DNA จัดเป็นสารชีวโมเลกุลชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า กรดนิวคลีอิค เช่นเดียวกับ RNA  ซึ่ง DNA มีโครงสร้างที่เกิดจาก polymer strand 2 สายมาเชื่อมติดกันและบิดเป็นเกลียว (double-helix) โดย polymer strand นั้นเกิดจากหน่วยย่อย (monomer) ที่ชื่อว่า nucleotides  หลายๆโมเลกุลมารวมตัวกันเกิดเป็น polynucleotide โดยสรุปแล้วนิยามโครงสร้างของ DNA คือ DNA เกิดจาก polynucleotide 2 สายมาเชื่อมต่อกันด้วยพันธะไฮโดรเจน (H-bone) และเกิดการบิดเป็นเกลียว (double-helix)
 ที่มาภาพ : http://discoveryexpress.weebly.com/homeblog/catching-a-criminal-fingerprintingintro-to-dna

 Nucleotide  ประกอบด้วยสาร 3 ชนิดคือ น้ำตาล (deoxyribose) , หมู่ฟอสเฟส และ เบส 
  1. น้ำตาล deoxyribose คือน้ำตาล ribose ที่ถูกดึงออกซิเจน (O) ออกจากหมู่ OH ที่ คาร์บอน (C) ตำแหน่งที่ 2 ของโมเลกุลน้ำตาล ribose
  2. ไนโตรจีนัสเบส (Nitrogenous base) ประกอบด้วยเบสสองชนิดคือ purine (A, G) และ pyrimidine (C, T, U) โดยเบสเหล่านี้จะต่ออยู่กับ คาร์บอน (C) ตำแหน่งที่ 1 ของน้ำตาล deoxyribose ซึ่งเบสเหล่านี้เองที่เป็นตัวสร้างพันธะไฮโดรเจนระหว่างเบสของ polynucleotide ทั้งสองสาย โดยเบส A จะสร้างพันธะไฮโดรเจน 2 พันธะ กับเบส T และเบส C จะสร้างพันธะไฮโดรเจน 3 พันธะกับเบส G
  3. หมู่ฟอสเฟส (Phosphate group) จะอยู่ที่คาร์บอน (C) ตำแหน่งที่ 5 ของน้ำตาลมีประจุเป็นลบ ซึ่งทำให้ประจุโดยรวมของ DNA เป็นลบนั้นเอง ดังนั้นเวลาเรานำ DNA ไปผ่านกระแสไฟฟ้า DNA จะเคลื่อนที่จากขั้นลบไปขั้นบวก เรียกเทคนิคนี้ว่า gel electrophoresis และหมู่ฟอสเฟสนี้จะเป็นตัวที่ไปจับกับหมู่ OH ที่คาร์บอน (C) ตำแหน่งที่ 3 ของน้ำตาล deoxyribose ของ nucleotide ตัวต่อไปเพื่อสร้างเป็นสาย polynucleotide จึงเรียกพันธะนี้ว่า พันธะไกลโคซิดิก
จากที่กล่าวมากข้างต้นจะเห็นได้ว่า nucleotide  แต่ละตัวจะต่อโดยหมู่ฟอสเฟตที่ C ตำแหน่งที่ 5 กับหมู่ OH ที่ C ตำแหน่งที่ 3 ดังนั้นเมื่อได้เป็นสาย polynucleotide ก็จะมีปลายสองด้านคือด้าน 5' ที่หมู่ฟอสเฟตไม่ได้ส้รางพันธะกับอะไรเลยเพราะสุดสายแค่นั้น และปลาย 3' ที่หมู่ OH ไม่ได้ต่อกับอะไรเลยเช่นกัน  โดยการที่ polynucleotide 2 สายมาติดกันด้วยพันธะไฮโดรเจนนั้นจะเรียงตัวในทิศทางตรงกันข้ามกันคือ เส้นหนึ่งทิศทาง 5' ไป 3' อีกเส้นที่มาเข้าคู่กันจะเรียงตัว 3' ไป 5' นั่นเอง ดั่งเช่นในรูปด้านล่าง

แล้ว DNA ทำงานอย่างไร เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมได้อย่างไร รวมถึง DNA Chromosome  และ gene คืออะไร เกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน ติดตามได้ในตอนที่ 2 ตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ



ที่มาภาพ : https://sites.google.com/site/imlovingmygenes/dna-structure



#DNA คืออะไร #โครงสร้างของ DNA #กรดนิวคลีอิค#

#DNA คืออะไร #โครงสร้างของ DNA #กรดนิวคลีอิค#

#DNA คืออะไร #โครงสร้างของ DNA #กรดนิวคลีอิค#

#DNA คืออะไร #โครงสร้างของ DNA #กรดนิวคลีอิค#

การตรวจ NIPT หรือ Non-Invasive Prenatal Testing คืออะไร?

NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) การตรวจทางเลือกที่ปลอดภัยและแม่นยำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ การตรวจคัดกรองก่อนคลอดบุตรมีความสำคัญอย่างมากในกา...